ถามไปอย่างไร ก็ได้คำตอบแบบนั้น

“ลูกชิ้นไม้ละเท่าไหร่ครับ” คำถาม ถูกยิงออกไป ขณะที่มือก็ชี้ลงไปที่ลูกชิ้นปิ้ง กลิ่นหอมๆ ที่เพิ่งถูกหยิบออกจากเตา มาวางเรียงรายในถาดอลูมิเนียม ขนาดไม่ใหญ่ไม่โต วางลูกชิ้นปิ้งได้ไม่มากนัก

“ไม้ละสิบบาทจ้าลูก” คำตอบที่ดูเป็นกันเองและไพเราะ จากแม่ค้าวัยกลางคนที่กำลังปิ้งลูกชิ้นไป พร้อมกับตอบคำถามลูกค้าอย่างผม

“งั้นผมเอาสองไม้ครับ” ผมตอบกลับไป

“ได้ค่ะ” เสียงตอบมาอย่างนุ่มๆ

ขณะที่แม่ค้า กำลังเอาลูกชิ้นขึ้นปิ้งบนเตา ก็มีเสียง ดังขึ้นข้างๆ ตัวผม

“ไม้ละเท่าไหร่” เสียงดังฟังชัดเสียจนผมต้องหันหน้าไปทางต้นเสียง เป็นเสียงของหนุ่มพนักงาน ขับรถส่งของ หรือ ก่อสร้าง ผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่รู้คือน้ำเสียงห้วนๆ เหมือนไม่ได้คิดอะไรมากกับคำถาม

“สิบบาท” ฟังดูน้ำเสียงช่างต่างกันจัง ผมนึกในใจ

“เอาหนึ่งไม้” น้ำเสียงก็ยังคงเป็นแบบเดิม

“ใส่น้ำจิ้มมั๊ย” คำถามถูกปล่อยออกมาอีกรอบ

“ใส่” สั้นๆ ง่ายๆ กับคำตอบ

แม่ค้า ก็จัดการนำลูกชิ้น 1 ไม้จุ่มลงไปในหม้อน้ำจิ้ม ใส่ถูกและส่งให้กับต้นเสียงนั้น พร้อมๆ กับรับเงิน จากต้นเสียงในแบบ ยื่นหมูยื่นแมว เลยทีเดียว

ในขณะที่ตัวผมนั้น กำลังรอลูกชิ้น บนเตาที่แม่ค้ากำลังปิ้งอุ่นให้ร้อนอยู่ ก่อนจะส่งคำถามมาว่า

“ใส่น้ำจิ้มด้วยมั๊ยคะ”

“ใส่ครับ” ผมตอบ

แม่ค้าก็หยิบจุ่มลงในหม้อน้ำจิ้ม อย่างที่เคยทำประจำ แล้วใส่ถุงส่งให้กับผม พร้อมกับพูดว่า

“ได้แล้วค่ะ ทั้งหมด 20 บาท ค่ะ”

“ครับ ขอบคุณครับ” ผมตอบกลับไป พร้อมกับยื่นเงินให้แม่ค้า และก็ไม่ลืมที่จะรับถุงใส่ลูกชิ้นปิ้งมาด้วย

เป็นอันว่า วันนั้น ผมได้ลูกชิ้น ที่กำลังร้อนๆ กินอร่อยๆ มากิน สองไม้ พลางนึกย้อนไปถึงถ้อยคำ น้ำเสียงของแม่ค้า ที่มีวิธีการพูดที่ต่างกัน กับลูกค้าที่ต่างกัน ตามปกติ เราอยากที่จะได้ยินคำพูดที่ไพเราะ ฟังสบายๆ หูในเวลาที่เราจะซื้อของ แต่หลายๆ คนมักจะใช้คำพูดที่ฟังดูไม่ไพเราะนัก เพียงเพราะนึกอยู่เสมอว่า ลูกค้าคือพระเจ้า จะพูดอย่างไร ก็คงไม่มีใครแคร์ แต่สิ่งที่ขาดไปคือ เราทำอย่างไร เราก็จะได้อย่างนั้น