เดินทาง จาริกแสวงบุญ ที่ลาว และเวียดนาม

แผนการเดินทางไปจาริกแสวงบุญ
ช่วงสงกรานต์ ได้มีโอกาส ไปร่วมแสวงบุญ (จาริกแสวงบุญ) ในต่างประเทศ แต่ไม่ไกลหรอก ลาว กะเวียดนาม เพื่อนบ้านเราของเรานี่เอง การเดินทางทรหดเล็กน้อยด้วยว่า เป็นการเดินทางโดยทางรถ ตลอดการเดินทาง ไม่ได้พึ่งพาอาศัยการบินแต่อย่างใด การเดินทางในรอบนี้ใช้เวลา ในการเดินทาง รวมทั้งหมด รวม 6 วัน (เดินทางจริงๆ นะ เพราะนั่งรถ ก็อย่างที่รู้กัน นั่งเสียเมื่อย เพราะระยะทางที่มันยาวๆ นี่เอง) เนื่องด้วยว่า การเดินทาง ตั้ง 6 วัน ดังนั้น จะค่อยๆ แบ่งเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน

วันแรกของการเดินทาง ก็เตรียมตัวกันตั้งแต่ ค่ำคืน ดึกดื่น ตั้งแต่คืนวันที่ 8 ก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย ด้วยว่า ตื่นเต้น กับการเดินทางมาก ไม่ได้เที่ยวมาซะนาน (แต่จริงๆ แล้วนั่งปั่นงานอยู่ กลัวติดขัดแล้วจะอดไปตะหาก) ละแล้วก็ลุร่วงมาถึงเช้าวันที่ 9 เวลาประมาณ 6 โมง (ใครอยากรู้ล่ะเนี่ย :p) ก็ได้เวลาไปยืนรอที่จุดนัดหมาย รถทัวร์ที่เราโดยสารไปนี้เป็นรถทัวร์ สองชั้น ขนาดกำลังดี (ดีที่ยังวิ่งได้ :p เปล่านะอันนี้เล่ากันเล่นๆ) ขนาดรถสองชั้น ทำให้การเดินทางสบายๆ พอสมควร ด้วยว่า ระบบโช๊ค ของรถแบบนี้ จะนุ่มกว่าปกติพอสมควร กับแอร์ที่เย็นพอที่จะเอาชนะ ความร้อนจากภายนอกได้ ก็ได้ช่วยให้การเดินทางไม่ทุลักทุเล อะไรเลย

[nggallery id=40 template=caption ngg_gal_Columns=5]

ออกเดินทางกันในตอนเช้า เป้าหมายต่อไปของเราก็ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ที่ปั๊มน้ำมันข้างหน้านี่เอง :p อ้าว ก็เดินทางมาไกลๆ ก็แวะปั๊มกันหน่อย แค่นั่นเอง เล่าขั้นจังหวะนิดนึง ไปกันต่อได้ละ จุดหมายกลางทางของเราก็เป็น บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น การแวะพักที่นี่ ไม่ได้มีอะไรพิเศษแต่อย่างใด เพราะแม้ว่าเราจะนั่งไป หลับไป แต่ท้อง ก็ร้องอยู่ดี หัวหน้าทัวร์ของเราก็ได้ทำในสิ่งที่ถูกแล้ว แวะกินอาหารอร่อยๆ กันที่นี่ จึงได้พบกับ ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ ที่อร่อยๆ ของที่นี่ แบบติดใจกันไปเลย

บะหมี่เป็ดที่ร้าน กวงตังบ้านไผ่
ร้านนี้ ชื่อว่า ร้านบะหมี่ กวงตังบ้านไผ่ ร้านนี้ขึ้นป้ายไว้ว่า ขายมานานกว่า 60 ปี เส้นบะหมี่ ก็ทำเอง ขาย ปลีกให้ด้วย หากสนใจสั่งไปทำกินเองที่บ้าน แต่ที่แน่ๆ หลังจากเข้าไปสั่ง อยากกิน บะหมี่หมูแดง ปรากฏว่า หมูแดงหมด เป็ดก็เหลืออยู่เพียงตัวเดียว กับลูกค้าผู้หิวโหยมาจากทัวร์ของเราบางส่วน และพี่น้องแถวๆ นั่น จนแน่นร้านไปหมด ยอดการสั่งจอง มีการจำกัดจำนวนกันทันที เพื่อเป็นการกระจายให้อิ่มโดยทั่วกัน (เหมือนห้างดัง กำหนดจำนวนสินค้าลดราคา ที่สามารถกวาดจากชั้นวางได้ ต่อครอบครัว อย่างนั้นเลย) ให้สั่งได้คนละชามเท่านั้น จะต่อชามที่สอง ต้องรอให้รอบแรกครบกันหมดก่อน พอจะต่อชามที่สอง ก็เป็นอันว่า อด เพราะเป็ดหมดตัวไปเสียแล้ว สักพัก ก็ได้มีเสียงแว่วๆ มาแต่ไกล ด้วยคำสั้นๆ “มาแล้วๆ” ก็ทำให้คนต่างหันไปมองที่ต้นเสียงกัน แทบจะพร้อมๆ กัน ต้นเสียงนั้น นำเอา หมูแดงที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ออกมาจากหลังร้านนั่นเอง เป็นอันว่า ผมได้กินชามต่อไปได้แล้ว เกือบจะไม่ทันเวลาเสียแล้ว

แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า ร้านนี้เค้าค่อยๆ ทำไป ขายไป ไม่ได้ทำออกมาเยอะๆ แล้วแขวนๆ ห้อยๆ ให้เต็มตู้ดูกันเล่นๆ เหมือนร้านอื่นๆ ทำให้รสชาติที่ได้รับ มันอร่อยถูกปากอย่างนี้นี่เอง เลยกินกันไปคนละ 2 ชาม ส่วนจะอร่อยหรือไม่ ดูจากซากอารยธรรม ในภาพก็แล้วกัน สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดี

ไอติมกระทิ อร่อยที่บ้านไผ่
เมื่อของคาวผ่านไป ก็ไปถึงของหวานกันต่อแทบจะทันทีทันใด เป็นไอศครีม กระทิ จากมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง ที่จอดอยู่หน้าร้านนี่เอง (บ้านไผ่นี่มีแต่ของอร่อยๆ แฮะ ดีจัง) ขายไม่แพง หากเทียบกันกับที่เคยได้ลิ้มชิมรส กันในกรุงเทพ สิบบาทเหมือนๆ กัน กลับได้รับรสชาติของกระทิ หอมๆ แตกต่างกันอย่างชัดเจนกับในกรุงเทพ น่ากินไหม ดูจากในภาพแล้วกันครับ

กินอิ่มอร่อย ก็ได้เวลาเดินทางต่อ คนขับก็ขับไป ส่วนคนที่เหลือ ก็เหมือนเคย หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน เป็นธรรมดา จุดหมายถัดไป ก็ไม่ใกล้ไม่ไกล นครพนม นั่นเอง (ไม่ไกลเลยเนอะ) ก็เป็นหน้าที่ของคนขับก็แล้วกัน ส่วนคนอื่นๆ ก็พักผ่อนตามอัธยาศัย (จริงๆ นะ)

และแล้วการเดินทางของวันนี้ก็มาสิ้นสุดที่ นครพนมริเวอร์วิว (เป็นวิวแม่น้ำโขงเสียด้วยนะ) ทางโรงแรมก็จัดน้ำเก๊กฮวยเย็นๆ มาต้อนรับ อย่างอบอุ่นดี เมื่อมาถึงก็ดำเนินการเรื่อง เอกสารผ่านแดน ไปยังลาว ในวันพรุ่งนี้กันก่อน แล้วค่อยแยกย้ายกันขึ้นไป เก็บข้าว เก็บของ สัมภาระของแต่ละท่าน ก่อนลงมาพร้อมหน้ากันที่ห้องอาหารของโรงแรม โรงแรมนี้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็จะเห็นหาดทราย (ไม่ค่อยขาว) ของแม่น้ำโขง ที่น้ำแห้งไปเยอะ จนสามารถมองเห็นหาดทรายได้ชัดเจน มีรถมอเตอร์ไซด์ มีรถกระบะ รถเก๋ง หลายคัน วิ่งลงไปที่กลางหาด เป็นข้อสงสัยที่จะต้องไปไขหลังรับประทานอาหารเย็น ว่ามันมีอะไรที่กลางหาด อืมมมม

save water save the world
อาหารอร่อย บรรยากาศริมน้ำโขง
ทีโรงแรมแห่งนี้ ผมชอบอยู่อย่างนึง คือนโยบาย ประหยัดพลังงาน ประหยัดน้ำ ช่วยกันลดโลกร้อน ที่ข้างอ่านล้างมือ มีป้ายแปะไว้ รณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนตรงราวแขวนผ้า มีคำอธิบาย กรณีที่ลูกค้าพักหลายวัน ผ้าขนหนูที่ต้องการให้ทางโรงแรมซักให้ ให้นำทิ้งไว้ในอ่างอาบน้ำ ส่วนผืนที่ยังไม่ได้ใช้ หรือ ยังไม่ต้องการซัก ก็ให้พาดแขวนไว้ให้ดี เพื่อทางโรงแรมจะไม่เก็บไปซัก แล้วแต่จิตสำนึก และ ความต้องการของแต่ละคน หากทุกคนร่วมมือช่วยกัน ก็เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของโรงแรม แต่มากไปกว่านั้น ก็เป็นการช่วยลดโลกร้อนทางอ้อม เพราะประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ นั่นเอง ร่วมด้วยช่วยกันครับ

เมื่อลงมาถึงห้องอาหาร ก็ได้เวลารับประทานอาหารกันละ รอบนี้ เป็นโต๊ะจีน ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ หน้าตาของอาหาร ก็ดูได้จากในภาพเลยแล้วกัน ไม่ใช่ว่าแค่จัดแต่งสวยๆ นะ รสชาติอาหารก็ใช้ได้เหมือนกัน กับบรรยากาศ ที่เห็นแม่น้ำโขง และฝั่งราวแบบชัดเจนเช่นนี้ ก็ทำให้อาหารมื้อนี้ มีความพิเศษขึ้นมาอีกมากทีเดียว

ริมโขง ขณะอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
เมื่อได้รับประทานอาหารเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินย่อยอาหารกันละ การเดินไปยังหาดทรายทางด้านล่าง นั้น ไม่ใกล้ไม่ไกล จากตัวโรงแรมนัก แต่ก็เดินไกลพอสมควร เป็นการเดินแข่งกับ แสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ หมดลงๆ ทุกฝีก้าวที่เราเดินไป จึงเป็นการแข่งกับเวลาพอสมควร (เดินไปกับแฟน ไม่ค่อยจะโรแมนติกเลย เพราะเดินแบบแทบจะวิ่ง) เมื่อเดินไปจนสุดทางแสงไฟ ที่พาดเป็นสาย ลงไปยังกลางหาด ก็ไม่พบว่า มีอะไร ไม่มีร้านค้าขายของ มีแต่ เด็กๆ หลายคนหอบหิ้ว ห่วงยางกลับขึ้นมา เหมือนไปเที่ยวทะเลกันมายังไงอย่างงั้น เมื่อสอบถาม ผู้ที่เพิ่งเดินขึ้นมาจากปลายหาด มาเอารถมอเตอร์ไซด์เพื่อจะกลับบ้าน ถึงได้รู้ว่า ที่ปลายหาดนั่น จะมีเพิ่ง ให้เช่าห่วงยาง ไปว่ายน้ำโขงกัน ก็ทำให้เราได้ถึงบางอ้อกันทันที เป็นอันว่า ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ก็ได้เวลาเดินกลับสู่โรงแรมกันแล้วล่ะ แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไม่นานแล้ว แต่เรายังเดินกันอยู่เลย ไม่ถึงโรงแรมเสียที ตอนเดินมาไม่ทันคิด แต่ตอนเดินกลับเนี่ยสิ ไกลจัง….

หมดไป 1 วันละ วันแรก ไม่ได้เที่ยวไหนเลยเห็นไหม บอกแล้ว เดินทางจริงๆ พรุ่งนี้ ก็จะข้ามไปฝั่งลาว ไปงานบวชพระสังฆราช (คริสต์) ที่ฝั่งลาวละ คืนนี้ง่วงมากมาย เหนื่อยกับการเดินทาง พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่แล้วกัน ไปละครับ