ถามไปอย่างไร ก็ได้คำตอบแบบนั้น

“ลูกชิ้นไม้ละเท่าไหร่ครับ” คำถาม ถูกยิงออกไป ขณะที่มือก็ชี้ลงไปที่ลูกชิ้นปิ้ง กลิ่นหอมๆ ที่เพิ่งถูกหยิบออกจากเตา มาวางเรียงรายในถาดอลูมิเนียม ขนาดไม่ใหญ่ไม่โต วางลูกชิ้นปิ้งได้ไม่มากนัก

“ไม้ละสิบบาทจ้าลูก” คำตอบที่ดูเป็นกันเองและไพเราะ จากแม่ค้าวัยกลางคนที่กำลังปิ้งลูกชิ้นไป พร้อมกับตอบคำถามลูกค้าอย่างผม

“งั้นผมเอาสองไม้ครับ” ผมตอบกลับไป

“ได้ค่ะ” เสียงตอบมาอย่างนุ่มๆ

ขณะที่แม่ค้า กำลังเอาลูกชิ้นขึ้นปิ้งบนเตา ก็มีเสียง ดังขึ้นข้างๆ ตัวผม

“ไม้ละเท่าไหร่” เสียงดังฟังชัดเสียจนผมต้องหันหน้าไปทางต้นเสียง เป็นเสียงของหนุ่มพนักงาน ขับรถส่งของ หรือ ก่อสร้าง ผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่รู้คือน้ำเสียงห้วนๆ เหมือนไม่ได้คิดอะไรมากกับคำถาม

Read More

อ่านออกเขียนได้ ให้เป็นภารโรง

หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา จึงจับรถมากรุงเทพ และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้) สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ

เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการจึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า

“…ขอโทษครับพี่ ผม…คือว่า… ผม…อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ…”

เจ้าหน้าที่ ที่นั่งรับสมัครอยู่นั้น ก็ชักสีหน้าทันที

Read More

โฆษณาเน้นเพื่อสังคมจริงหรือ?

พักนี้ การโฆษณาสินค้า มักจะมีออกมาในรูปแบบ ที่ว่า ถ้าลูกค้า ซื้อสินค้าของทางบริษัท ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วทางบริษัทผู้ผลิตสินค้า จะนำเงินเหล่านั้น หักออกในจำนวนเงินที่แจ้งตอนโฆษณาว่า ชิ้นละเท่าไหร่ เพื่อนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ พร้อมกับแจ้งบ่อยๆ ว่า บริษัท ต้องการเน้นให้เกิดความร่วมมือของคนในสังคม ที่จะทำความดีร่วมกัน แต่ขอเพิ่มเติมสักนิดแล้วกัน หากมีความจริงใจและไม่หวังผลยอดขายอย่างที่ว่าด้วยแล้ว ในหนังโฆษณานั้น ขอให้มีเสียงแจ้งเพิ่มเติม หรือ ให้มีตัวหนังสือเล็กๆ ก็ยังดี และถ้าเป็นตัวหนังสือเล็กๆ ก็ไม่ได้ทำให้เสียค่าเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใด โดยแจ้งให้ผู้ชมทราบว่า “หรือ หากต้องการบริจาคโดยตรง โปรดโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธีโดยตรง หรือโทร …” ดูจะจริงใจมากกว่า การประกาศว่า เราตั้งใจทำเพื่อสังคมมากกว่าการโฆษณาโปรโมทสินค้า และบริษัท นะครับเห็นด้วยไหม? เพราะอย่างน้อย มูลนิธิก็จะได้รับเงินเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็ได้เงินเพิ่มอยู่ดี โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพื่อซื้อสินค้าของท่าน คนในสังคมก็ได้ทำความดี และเกิดความร่วมมือกันของคนในสังคมด้วย ถือว่า ร่วมด้วยช่วยกันแล้วกันนะครับ

ครอบครัวอบอุ่นกับอาหารเย็นง่ายๆ

มื้อเย็นแสนอร่อยกับไข่ตุ่น

มื้อเย็นแสนอร่อยกับไข่ตุ่น อาหารง่ายๆ ครอบครัวอบอุ่น

อาหารเย็นง่ายๆ อร่อย และประหยัด ในยุคปัจจุบันนี้ ชีวิตในเมือง แต่ละคนก็เต็มไปด้วยความรีบเร่ง แต่ในความรีบเร่งในแต่ละวันนั้น เรากลับพบว่า เวลาของเราต้องสูญเสียไปกับ เวลาที่เราไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก รถติด แต่เวลาก็ไม่หยุดเหมือนรถ มันยังคงเดินไปเรื่อยๆ

กลับถึงบ้านในแต่ละวันนั้น แต่ละคนในครอบครัว ต่างคนก็ต่างเหนื่อย อ่อนเพลีย จากการทำงานมาทั้งวัน หลายๆ ครั้ง เรามักจะพึ่งพาอาหารจากนอกบ้าน จากรสชาติฝีมือของ ร้านป้าหน้าปากซอยบ้าง, ของน้าข้างป้ายรถเมล์บ้าง หรือ กระทั่ง จากในห้าง ที่ซื้อมาเก็บไว้ตั้งแต่มื้อกลางวัน (หากอยู่ใกล้ห้างนะ) ด้วยความจำเป็นของชีวิต จากความอ่อนเพลีย การทำอาหารรับประทานกันเองภายในบ้าน ในมื้อเย็น การพูดคุยกันในมื้ออาหาร กลายเป็นสิ่งไกลตัว

แต่เราต้องไม่ลืมว่า เราไม่ได้จำเป็นต้องทำเช่นนั้นในทุกๆ วัน อาหารเย็นในบางวัน สามารถเติมเต็มด้วยกับข้าวง่ายๆ เพียงแค่ไข่ตุ๋น ที่ทำได้โดยตอกไข่ใส่ชาม ใส่น้ำ ใส่เครื่องปรุง แล้วนำใส่หม้อนึ่ง เพียงไม่กี่นาที นำออกมาโรยต้นหอมหันฝอย เพียงเท่านั้น เราก็ได้กับข้าวกลิ่นหอมๆ ร้อนๆ ถูกสุขอนามัย กับมื้ออร่อยๆ ของครอบครัว

หากเราจะพิจารณาถึง วิธีสร้างความอบอุ่น ในครอบครัว การกินข้าวมื้อเย็นร่วมกันที่บ้าน ระหว่างเวลารับประทานอาหาร ก็สามารถที่จะพูดคุย ถามเรื่องราวของกันและกัน บางทีก็ช่วยเสนอความคิดเห็น แก้ปัญหาให้แก่กันและกัน แล้วมื้อเย็น จะเป็นมื้อที่อาหารอร่อยมากๆ แม้ว่าเราจะทำอาหารมีหน้าตาสวยๆ งามๆ เหมือนอย่างร้านอาหารแพงๆ ไม่ได้ แต่ความอร่อยที่มาจากความอบอุ่นในครอบครัว รับรองได้ว่า รสชาติไม่แพ้ร้านไหนๆ แน่ครับ

ป้ายจราจร กับความใส่ใจ

ห้ามจอดนะ

ห้ามจอดนะ

หากจะมีคนถามว่า เมื่อเห็นป้ายห้ามแบบนี้แล้วนึกอย่างไรบ้าง ต้องบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนขับรถ ด้วยสินะ ถ้าหากคุณเป็นคนขับรถ มองเห็นป้ายนี้แล้วจะทำอย่างไร

– เค้าห้ามจอด ก็ต้องไปหาที่จอดที่อื่นสิ
– ไม่เป็นไรน่าจอดแป๊บเดียวเอง
– ตำรวจอยู่แถวนี้รึป่าวหว่า ถ้าไม่อยู่จะได้จอด
– สายแล้ว รถน้อย จอดแป๊บเดียวคงไม่เป็นไร
– ถนนออกจะกว้าง ขอจอดแป๊บนึงแล้วกัน
– ป้ายไม่ได้บอกว่า ห้ามจอดตลอดเวลานี่ แสดงว่าจอดได้
– วันนี้วันหยุด ตำรวจไม่ทำงานหรอก

Read More

เมื่อแฟนทำขนมเทียน

ขนมเทียน หรือ เทียนขนม

ขนมเทียน หรือ เทียนขนม

หม้อต้มเทียน เป็นหม้อสองชั้น

หม้อต้มเทียน เป็นหม้อสองชั้น

ช่วงนี้ที่บ้านพยายามหากิจกรรมพิเศษทำกัน เพื่อให้เข้ากันกับจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตัว มองเห็นกันบ่อยๆ ก็คงไม่พ้นเทียน อีกทั้งยังใช้ประโยชน์ได้ สร้างบรรยากาศโรแมนติคได้ ก็เพิ่งจะเริ่มหัด เริ่มที่จะลองทำกันไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา เป็นการหล่อเทียนธรรมดาๆ ใส่แก้ว แต่เกิดความรู้สึกอยากจะลองทำอะไรใหม่ๆ กันดูบ้าง ก็เลยได้ขนมเทียนมาอวดกันเช่นนี้แล

หม้อต้มเทียน จะเป็นหม้อสองชั้น หรือหม้อตุ่นนั่นเอง ชั้นล่างเป็นน้ำต้มเดือด ส่วนชั้นบนสวมทับลงไป ใส่เทียนในนี้ เหตุที่ไม่ใช้การต้มโดยตรง เพื่อให้ความร้อนกระจายผ่านน้ำร้อนมาสู่เทียน หม้อเทียนจะได้รับความร้อนโดยทั่วๆ ไม่ใช่รับความร้อนจากด้านล่างเพียงอย่างเดียว จะทำให้การกระจายความร้อนไม่ทั่วถึง และจำทำให้น้ำเทียนอุณหภูมิสูงเกินไปจนเกิดอันตรายได้

สายรุ้งบนพื้นดิน

สายรุ้งบนพื้นดิน

สายรุ้งบนพื้นดิน

ตอนเด็กๆ เราคงจำกันได้ พ่อแม่ หรือครู จะสอนว่า รุ้งมีด้วยกัน 7 สี ประกอบไปด้วยสี ม่วง,คราม,น้ำเงิน,เขียว,เหลือง,แสด และ แดง พวกเราก็คงล้วนแล้วแต่เห็นรุ้งกินน้ำ หลังฝนตกกันแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่ทุกๆ ครั้งที่เราจะมองเห็นรุ้งกินน้ำได้ เพราะขึ้นกับปริมาณของละอองน้ำในอากาศด้วย

สายรุ้งบนพื้น กับสายรุ้งบนฟ้า จำนวนสีก็ไม่ต่างกัน เป็นรุ้งเหมือนกัน ต่างกันเพียงแค่ขนาด กับโอกาสที่จะได้เห็น การได้เห็นรุ้งบนท้องฟ้า จะเห็นได้บ่อยๆ หลังฝนตก แต่การจะได้เห็นรุ้งบนพื้นนั้น ไม่บ่อยนัก โอกาสที่จะได้ถ่ายภาพ ก็ไม่บ่อยเช่นกัน หากเราเตรียมตัวไม่พร้อม ก็อด

ชีวิตเราก็เหมือนสายรุ้งนี่แหละ สายรุ้งเปรียบเหมือนโอกาส ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายๆ ครั้ง เรามัวแต่คิดว่า จะทำสิ่งนั้น จะทำสิ่งนี้ แต่ก็ยังรอเวลา พูดกับตัวเองว่า ฉันยังไม่พร้อม ขอเวลาอีกสักหน่อยเถอะ เหมือนรอเห็นรุ้งหลังฝนตก แต่แล้วพอหลังฝนตก เรากลับติดอยู่ภายในบ้าน อยู่ในห้องที่ไม่มีกระจก ไม่ได้เห็นสายรุ้ง นั่นก็คือโอกาสเสี้ยวหนึ่งได้ผ่านเราไปแล้ว เพราะเราเตรียมตัวไม่พร้อม และในความเป็นจริงก็เป็นแบบนั้นเสมอๆ โอกาส มักจะผ่านมา ในช่วงเวลาที่เราไม่ทันตั้งตัว

มีตัวอย่างนึง เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีเพื่อนชาวไหย เพราะการมาทำธุรกิจ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งไม่ได้มากมายอะไรนัก นำเข้ามาแล้วขายออกไป อยู่มาวันหนึ่ง เกิดมีความจำเป็นจะต้องกลับประเทศ โดยที่อาจจะไม่ได้กลับมาที่ไทยอีก ด้วยเรื่องทางบ้าน ทำให้ต้องเสนอขายสินค้า ทียังคงค้างอยู่ให้แก่เพื่อนคนหนึ่งในราคาต้นทุน เพื่อนคนนั้นก็บอกว่า “ฉันรับซื้อสินค้าไว้ไม่ได้หรอก ฉันไม่มีเงินเลย” ทั้งนี้ เพราะความที่เพื่อนคนนี้ เป็นประเภททำมาหาเที่ยว ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน ด้วยความคิดที่ว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ ก็หาได้อีกแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องเก็บออม ดังนั้น ชาวต่างชาติคนนั้น จึงไปถามเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพื่อเสนอขายสินค้าเหล่านั้นอีกครั้งในราคาต้นทุนเหมือนเดิม เพื่อนคนนั้น จึงพูดว่า “ได้สิ ฉันจะรับซื้อไว้หมดเลย” ทั้งนี้ เพราะเขารู้ว่า สินค้าชนิดนี้ ขายดีและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้ง ด้วยอุปนิสัยที่ ซื้อของเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ไม่เที่ยวบ่อย เค้าจึงยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง จึงพร้อมที่จะนำมันมาลงทุนในครั้งนี้

หลังจากเพื่อนต่างชาติกลับไปแล้ว เหตุการณ์ก็เป็นอย่างที่คาดคิดไว้ คือ สินค้าชนิดนั้น ก็ยังคงขายดี ทำกำไรให้เพื่อนคนไทยคนนั้นเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งเขายังคงติดต่อกับเพื่อนต่างชาติที่กลับไปอยู่ในประเทศของตน ให้ช่วยจัดหาสินค้าป้อนให้แก่เขา ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดี โตวันโตคืน ส่วนเพื่อนคนแรก คงได้แต่ทำตาปริบๆ และเสียดายโอกาสที่ผ่านพ้นไม่แล้ว และไม่หวนกลับมาอีกได้ คงต้องคอยโอกาส ต่อไป แต่หากเข้าไม่พร้อมเลย อย่างไรเสีย ก็คงจะพลาดอีกในครั้งต่อๆ ไป

“โอกาสจะมาในเวลาที่เราไม่ตั้งตัวเสมอๆ ถ้าเราเตรียมตัวไม่พร้อม เราก็จะพลาดโอกาสไปอย่างง่ายดาย และน่าเสียดาย”

แอบมองแมลงวัน

ถ่ายด้วยกล้องมือถือ samsung

ถ่ายด้วยกล้องมือถือ samsung

ตากล้อง ที่ไม่ค่อยจะพกกล้อง หลายๆ ครั้ง ก็พลาดโอกาสเก็บภาพ เมื่อต้องการเก็บภาพสวยๆ ที่พบ อย่างล่าสุดนี้ ก็ต้องการเก็บภาพแมลงวัน ที่กำลังตั้งท่าขยายพันธุ์โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ก็เท่ากับผมได้เสียโอกาสนั้นไป แต่ก็ยังดีที่พกมือถือไว้ ภาพจากมือถือก็พอจะกล้อมแกล้มไปได้บ้าง แต่ก็เท่าที่คุณภาพกล้องจะเอื้ออำนวย

อีกหน่อยคงต้องหากล้องคอมแพ็คคุณภาพดีสักตัวพกติดตัวไว้ อย่างน้อยที่สุดคงได้ภาพดีกว่ากล้องมือถือเป็นแน่ เพราะถ้าหากจะพกกล้อง DSLR ไปไหนมาไหนตลอดเวลา แฟนคงจะไม่ชอบเป็นแน่

สำหรับตากล้องหลายๆ ท่าน เท่าที่ผมทราบมา ก็จะมีกล้องที่ไว้ใช้งานอย่างจริงๆ จังๆ แต่ก็มักจะมีกล้องคอมแพ็ค ตัวเล็กๆ ไว้ติดตัวเสมอ เพราะภาพสวยๆ หลายครั้ง ก็ไม่ได้รอให้เรากลับมาเก็บภาพได้ซ้ำนะครับ ยืดอก พกกล้อง สบายใจกว่ากันเยอะ เชื่อผมเถอะ

แสงสวยๆ ที่เกิดจากชั้นบรรยากาศผิดปกติ

แสงสวยๆ ที่เกิดจากชั้นบรรยากาศผิดปกติ

แสงสวยๆ ที่เกิดจากชั้นบรรยากาศผิดปกติ

ได้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านเพื่อนคนสนิท หลังจากขึ้นบ้านใหม่ก็ไม่ได้ไป พอมีเวลาว่างบ้าง ก็ได้ไปหา พอดีกับว่า เห็นแสงสีสวยๆ ลอดส่องออกมาจากกลุ่มเมฆ ก็หยิบกล้องมือถือขึ้นเล็งแล้วก็ถ่ายมันออกมา ได้คุณภาพเพียงเท่านี้ ทั้ง บริเวณนั้นก็ไม่มีมุมถ่ายภาพที่เอื้ออำนวยให้ได้ภาพสวยๆ เลย แต่หลังจากวันนั้น ก็ได้เห็นภาพประมาณนี้ ในภาพข่าวหัวค่ำ เป็นที่นี่เสียใจอย่างมาก ที่ได้ยินว่า ภาพแสงสวยๆ ลอดผ่านกลุ่มเมฆในแบบที่เห็นนี้ (แตกต่างจากแสงลอดผ่านกลุ่มเมฆตามปกติที่เห็นบ่อยๆ) เป็นความผิดปกติของชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการหักเหของแสงในแบบที่ไม่ค่อยจะได้เห็นกับแบบนี้ออกมา

โลกเราร้อนขึ้นจริงๆ บรรยากาศก็ผิดปกติจริงๆ แต่ที่ผิดปกติไปยิ่งกว่านั้น ก็คือ “คนเรายังคงไม่หยุดยั้งทำลายป่าไม้ ยังคงตัดไม้ทำลายป่ากันอยู่ต่อไป ไม่สิ้นสุด”

“ชีวิต” ต้องมีช้าบ้าง เร็วบ้าง

ชีวิต ต้องมีช้าบ้าง เร็วบ้าง

ชีวิต ต้องมีช้าบ้าง เร็วบ้าง

ช่วงนี้ได้มีโอกาสลาหยุดอยู่บ้าน เนื่องด้วยหลายๆ เหตุผลที่ พุ่งเข้าใส่ในช่วงนี้ ทำให้ชีวิตปั่นป่วนพอสมควร การที่เราได้ทำอะไรช้าลงบ้าง นั่นก็ทำให้เราได้มีโอกาสมองรอบๆ ตัวเราได้มากขึ้น ได้ใส่ใจคนรอบข้างได้มากขึ้น

ลองนึกดูว่า ถ้าเราเป็นนักวิ่ง ออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หากเราวิ่งเร็วๆ เราก็คงจะมองพิจารณาต้นไม้ ดอกไม้ รอบตัวเราได้ไม่ค่อยละเอียดนัก หากเราวิ่งช้าลงบ้าง เราก็พอจะพิจาณาได้ดีขึ้น อาจจะสามารถบอกได้ว่า สองข้างทางในสวนนั้น มีดอกไม้อะไรบ้าง แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นเดินเร็ว แทน เราก็จะดอกไม้ รอบตัวเราได้ดีขึ้น ละเอียดขึ้น บอกได้ว่า ดอกไม้สีอะไร ชื่ออะไร อาจจะพอมองเห็นเพิ่มเติมว่า ดอกไหนสวย หรือไม่สวย ได้อีกด้วย

หลายๆ ครั้ง เรามองดูสิ่งที่เราทำ ว่าเราทำเพื่อคนรอบข้างของเรา แต่การใช้ชีวิตของเรา เต็มไปด้วยความเร่งรีบ และใช้เวลาไปในการหาเงิน จนในหลายๆ ครั้ง เราก็มองข้ามสิ่งที่คนรอบข้างของเราต้องการ เรามองเพียงแค่ว่า เราจะหาเงินมาให้เพียงพอ แต่สังเกตไหม ว่าเราไม่เคยพบกับคำว่า เพียงพอเลย หามาได้เท่านี้ ก็หวังเท่านั้น ต่อไปเรื่อยๆ แต่เราก็คาดหวังว่า เมื่อหาได้เท่านั้นแล้ว ตัวเราจะมีความสุข แล้วคนรอบข้างเราก็จะมีความสุข แต่ในความเป็นจริง ตัวเราเองนั่นแหละ ที่มีความสำคัญที่สุดต่อคนรอบข้างมากที่สุด เคยลองถามคนรอบๆ ข้างของดูกันบ้างไหม ว่าเงิน หรือตัวเราเอง ที่สำคัญกับเค้ามากที่สุด

หากเรามุ่งแต่จะวิ่งตรงไปข้างหน้า เราก็จะมองข้ามสิ่งสวยของรอบๆตัวของเรา คนใกล้ชิดของเรา เราจะมีโอกาสดูแลคนใกล้ชิดของเรามากเท่าไหร่กัน แต่หากเราวิ่งเร็วบ้าง วิ่งช้าบ้าง หรือเดินบ้าง เราก็จะไม่ต้องเหนื่อยเกินไป ไม่ต้องเหนื่อยจนขาดใจ และเราก็จะได้มีเวลาดูแลคนใกล้ชิดของเราได้ด้วย อย่ามัวแต่วิ่งเร็วแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการวิ่งถอยหลัง มันทำไม่ได้ เพื่อว่า วันนึงเราจะไม่ต้องนั่งเสียใจ ที่เรามัวแต่วิ่งเร็ว เร็วเสียจนไม่มีโอกาสได้มองเห็นสิ่งสวยงามรอบตัวของเรา ไม่ได้ดูแลคนใกล้ชิดของเราอีกเลย

ทำผิดอย่าคิดว่า ไม่มีใครรู้

ทำผิดอย่าคิดว่า ไม่มีใครรู้

บ้านหลังนึง แม่เป็นคนขายอาหารตามสั่ง มีลูกๆ ที่ต้องเลี้ยงดูอยู่ 2 คนด้วยกัน โดยปกติในแต่ละวัน หลังจากเก็บข้าวของ และปิดร้านแล้ว แม่ จะนำเงินที่ขายได้ มานับ และแบ่งใส่ในกระป๋องนมใบเก่าๆ ที่ใช้มานานหลายปีแล้ว เป็นประจำ เพื่อเก็บและไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินด้วย ลูกๆ 2 คน อยู่ในวัยเรียน คนพี่ชื่อ โป้ง เรียนอยู่ ป.2 ด้วยความที่โป้งเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะซน ก็มักจะสร้างความวุ่นวายให้กับแม่ได้เสมอๆ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่โป้งไปโรงเรียนและได้เห็นเพื่อนๆ มีของเล่น ที่ตนเองไม่มี ก็นึกอยากที่จะได้บ้าง คิดอยู่ว่า “ถ้าไปบอกแม่ แม่จะต้องไม่ให้แน่ๆ” แต่ด้วยความอยากได้ ก็ทำให้ครุ่นคิดถึงของเล่นชิ้นนั้นเป็นระยะๆ

ครั้นพอกลับถึงบ้าน ขณะเดินขึ้นไปบนบ้าน ก็พอดีมองไปเห็นกระป๋องนมที่แม่ใส่ตังค์ไว้ บนหลังตู้กับข้าว ก็ทำให้จิตที่ไม่ดี เริ่มต้นทำงาน โป้งเดินไปหยิบกระป๋องใบนั้น เปิดออกดู ก็พบกับเงินอยู่จำนวนหนึ่ง และคิดว่า “ไม่น่าเป็นไรน่า ของเล่นเพียงไม่กี่บาท เอาเงินนี้ไปใช้ก่อน แล้วเราจะนำเงินค่าขนมที่ได้ในแต่ละวัน กลับมาคืนที่เดิมให้แม่ก็แล้วกัน” เมื่อคิดดังนั้น โป้ง ก็นำเงินออกมาเพื่อเตรียมไปซื้อของเล่นที่ตนเองต้องการในวันรุ่งขึ้น

Read More

มีเวลาเท่ากัน ต่างกันที่ใช้เวลา

ทุกคนในโลกใบนี้ เกิดมาอาจจะมีอะไรไม่เท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่ได้มาเท่าๆ กันทุกๆ คนก็คือ “เวลา” หลายๆ ครั้ง ชีวิตของเรา ใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ หลายๆ ครั้งเมื่อถามใครหลายคน ว่าทำอะไรอยู่ มักจะได้รับคำตอบกลับมาว่า ทำนั่น นี่ โน่น เพื่อ “ฆ่าเวลา” ฟังดูแล้ว ไม่น่าจะดีเลย เพราะขณะที่เขาเหล่านั้น กำลังฆ่าเวลา แต่ใครอีกหลายๆ คนกำลังต้องการเวลา นักเรียนกำลังจะสอบ ต้องการเวลา เพื่อนอ่านหนังสือ, คนป่วย ต้องการเวลา เพื่อรักษาอาการป่วย, คนทำงาน ต้องการเวลา เพื่อทำงานที่มีอยู่ให้เสร็จอย่างสมบูรณ์ที่สุด

พาอาม่าไปทานอาหาร

หลายๆ คนจะตอบคำถามง่ายๆ คำถามนึกได้ไหม “ถ้าพรุ่งนี้ โลกจะถล่ม วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะทำอะไร” ถ้าเราจะไปนั่งจดคำตอบ ก็จะมีสารพัดคำตอบเลยจริงๆ แต่แน่ใจได้ว่า จะมีคำตอบประมาณว่า จะไปหาพ่อ หาแม่ หาคนที่เรารัก เพื่อพูดคุย เพื่อขอโทษ ในเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต แต่เคยมีการตั้งคำถามนี้ ถามเด็กคนหนึ่ง รู้ไหมว่า เด็กคนนั้นตอบว่าอย่างไร เด็กคนนั้นตอบว่า “ผมก็จะใช้ชีวิต เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะผมทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต อย่างดี อยู่แล้ว” เป็นคำตอบที่ผู้ใหญ่หลายคน ต้องอาย และมองการดำเนินชีวิตของตนเอง ทำไมเราต้องสร้างสารพัดความผิดพลาดเพื่อรอเวลาแก้ตัวกันล่ะ ทำไมเราถึงไม่ห่วง ไม่ดูแลพ่อแม่ ผู้สูงอายุ ก่อนที่จะถึงเวลาเกือบสุดท้ายของชีวิต แล้วค่อยทำสิ่งที่ควรจะกระทำมานานแล้วด้วย

ผู้สูงอายุ หลายๆท่าน หลายครั้ง ไม่ต้องการเวลา แต่หากว่า ในอีกหลายๆ ช่วงเวลา ต้องการเวลาอย่างมากที่สุด หากเราลองพิจารณาดูผู้สูงอายุ ใครหลายๆ คนที่อยู่ในชีวิตของเรา จะพบว่า หลายๆ ครั้งที่ลูกหลานไปทำงานกันหมด ท่านอยู่ที่บ้านคนเดียว จะเป็นเวลาที่เงียบเหงาสักเท่าไหร่ แต่เมื่อลูกหลานกลับมา แต่ละวันๆ เรามีเวลาเพื่อทำให้ท่านเหล่านั้น หายเหงาบ้างไหม เวลาในแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลาของวัน เวลาที่ไม่ใครอยู่ใกล้ๆ กับท่าน เป็นเวลาที่ท่านไม่ต้องการมันมากที่สุด ไม่ต้องการเวลาเหล่านี้เลยสักนิด แต่เวลาที่เรากลับมาถึงบ้านแล้ว เวลาที่ท่านเหล่านั้น ได้เห็นลูกหลาน อยู่พร้อมหน้ากันในบ้าน จะเป็นเวลาที่ท่านมีความสุขที่สุด เป็นเวลาที่ท่านต้องการให้ยาวนานที่สุดของวัน จริงหรือไม่ ลองถามคนใกล้ตัวท่านดูสักนิดสิครับ

ในวันเสาร์อาทิตย์ ของใครหลายคน ต้องการใช้เพื่อการพักผ่อน เพื่อการเที่ยวกับเพื่อนฝูง และเพื่อทำงานหารายได้เสริม หากเราจะมองเข้าไปให้ลึกสักนิด พิจารณาถึงการใช้เวลาในแต่ละวัน หักลบ กลบเวลา กันไปแล้ว ก็อย่าได้ลืม เพื่อเวลาให้กลับผู้สูงอายุใกล้ๆ ตัวท่านบ้าง เพื่อว่า เมื่อตัวเราอายุเยอะขึ้นๆ ไปแล้ว ลูกหลานของเราจะได้มีแบบอย่างที่ดี ไม่ทอดทิ้งเรา เหมือนที่เราไม่ทอดทิ้งท่านเหล่านั้น ด้วยเช่นกัน อย่ามัวแต่ห่วงตัวเอง ห่วงแต่หาเงิน ห่วงเที่ยว จนเวลาล่วงเลยไป แล้วกลับพูดว่า โธ่ ถ้าย้อนไปได้ ฉันจะไม่ทำอย่างนั้น จะไม่ทำอย่างนี้ จะดูแลอาม่า อย่างดี จะพาอาม่าไปเที่ยวทุกอาทิตย์เลย เพราะนั่น คือ เราย้อยไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ชีวิตต้องมีจุดสมดุลย์ รักษาจุดสมดุลย์ไว้ แล้วจะมีความสุข

โดยส่วนตัวเวลาที่ใช้ไปในแต่ละอาทิตย์ ก็มักจะมีการพาอาม่าไปเที่ยวห้าง เพราะไกลกว่านั้น อาม่าก็ไม่ไหวแล้ว เดินไปพักไป ความเพลิดเพลินเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สำหรับอาม่า แล้วมันช่างมีความสุขอย่างมาก การที่ได้มีลูกๆ หลานๆ มาเยี่ยม พาอาม่าเที่ยว ถือว่าเป็นความสุขอย่างมากในชีวิตสูงวัย ตัวเราเอง ก็จะได้รับความสุขเช่นกัน ความสุขทีได้เห็นคนใกล้ตัวของเรามีความสุข มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ลองดูครับ