นิทานสั้น สะกิดใจ เรื่องการเอาเปรียบ และเห็นแก่ตัว

นิทาน เรื่องเล่า วันนี้ จะสั้นๆ นิดๆ แต่ก็สะกิดใจ ในเรื่องของการเอาเปรียบ และการแบ่งปัน

[ad#ad-5]

ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วก็ในบ้านหลังหนึ่ง ในหมู่บ้านแห่งนั้น ต้องการที่จะปลูกต้นไม้ ในรั้วบ้านของตัวเอง เพราะต้องการเพิ่มความร่มรื่น และสวยงามให้กับบ้านตนเอง จึงบอกให้ลูกชายของตนไปยืมพลั่วจากเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เพื่อนำมาขุดดินปลูกต้นไม้ ลูกชายก็เดินไปขอยืมเพื่อนบ้านตามที่พ่อบอก แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมา พ่อก็คิดว่า ลูกชาย คงพูดกับเค้าไม่เข้าใจ ก็เลยเดินไปขอยืมด้วยตนเอง แต่ก็เดินกลับมาด้วยอารมณ์ที่โมโหพอสมควร ที่ถูกปฏิเสธการให้ยืมมาเช่นกัน ลูกชายเห็นดังนั้น ก็คิดว่า คงไม่ได้ปลูกต้นไม้แน่ๆ

จึงถามพ่อไปว่า
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีครับพ่อ”

พ่อเอง ก็ตอบว่า
แล้วจะไปทำอะไรได้ล่ะ ก็เข้าไปในบ้าน แล้วหยิบพลั่วของเราออกมาสิ

เป็นยังไงครับ นิทานเรื่องสั้นๆ แต่ก็สอนอะไรเราได้ หลายๆ ครั้ง หลายๆ คนในชีวิตจริงก็มักจะเจอคนประเภทนี้กันอยู่บ่อยๆ หรือแม้กระทั่ง อาจจะเคยเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้อยู่บ้าง คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นๆ อยู่เรื่อยนั้นจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึก ดีๆ โอกาสดีๆ เลย เพราะไม่มีคนมากนักหรอก ที่เมื่อถูกหรอก หรือเสียเปรียบแล้ว จะไม่จดจำไว้เป็นบทเรียน และเมื่อคนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น เดินเข้ามาหา ก็จะคนอื่นๆ ก็จะรีบหนีเดินทางไปโดนทันที เมื่อใครๆ ต่างก็เบือนหน้าหนี เดินถอยห่างไป แล้วผู้ที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นๆ นั้น จะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร

ตรงกันข้าม หากเรารู้จักเป็นผู้ให้ เราก็จะมีความสุข จากการเป็นผู้ให้ การรู้จักให้ รู้จักแบ่งปัน เพราะเมื่อเราให้ ผู้รับก็จะมีความสุข แล้วเราก็จะมีความสุขตามไปด้วย คนที่รู้จักให้ จะเดินไปไหน ก็จะมีคนห้อมล้อม ไม่ใช่ว่า เพราะเค้าต้องการปรี่เข้ามาเพื่อจะขอ แต่เพราะเค้ารู้ว่า คนๆนี้ ไม่มีพิษมีภัย สามารถคบหาสมาคมด้วยได้ นั่นก็ทำให้เรามีเพื่อนเยอะ และมีโอกาสอีกหลายๆ อย่างในชีวิต ก็จะเยอะตามไปด้วย

การรู้จักให้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทองเสมอไป สามารถให้ได้ ในสิ่งที่เรามี เช่น เรามีความรู้ ก็สามารถแบ่งปัน สอน ชี้แนะ ผู้อื่นได้ , หากเราไม่มีอะไรเลย มีเพียงเวลา เราก็ยังสามารถแบ่งปันเวลาเหล่านั้น เพื่อคนอื่นได้ เช่น อ่านหนังสือ อัดเป็นเทป เพื่อให้ผู้พิการทางสายตา ได้ฟัง ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเช่นกัน หากเรารู้จักทำ รู้จักให้ เราก็จะมีความสุข และเราก็จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างเป็นสิ่งตอบแทน หากแม้ว่าวันใด เราตกทุกข์ ลำบากบ้าง คนรอบข้างช่วยได้ เค้าก็พร้อมจะช่วยเราแน่นอน แต่หากเราไม่รู้จักให้ วันใด ที่เราตกทุกข์ ลำบาก แล้วเราจะหวังความช่วยเหลือจากใครได้กันล่ะ สุดท้ายขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกับการให้ ครับ

รถคันเก่า ลุงสูงวัย กับน้ำใจเพื่อนร่วมทาง

วันนี้มีเหตุให้ต้องไปทำงานสาย แต่แม้จะสายแล้ว การเดินทางบนถนนก็ค่อยข้างจะติดเหมือนเดิม ไม่แตกต่างจากช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าๆ แต่บางจังหวะ รถก็เคลื่อนตัวไปได้ช้าๆ มองไปนอกหน้าต่างรถเมล์ สายที่นั่งเป็นประจำทุกวันๆ เห็นลุงคนนึง ขับรถเก่าๆ มาตามทาง อย่างใจเย็น รถของลุงเค้า ไม่ได้เปิดแอร์ อย่างที่คันอื่นทำกันเป็นปกติ กระจกก็ใสๆ แดดร้อนๆ ก็คงจะร้อนน่าดู คุณลุงขับรถด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มมาก นึกสงสัยอยู่ในใจว่าอะไรทำให้คุณลุงขับรถได้เพลิดเพลินเช่นนี้นะ แต่นั่นไม่ได้สะกิตใจ เท่ากับ สิ่งที่คุณลุงทำในขณะเปลี่ยนเลน คุณลุงเปิดไฟเลี้ยว เพื่อบอก แจ้ง ให้กับรถคันหลัง ได้รับทราบ รับรู้ ก่อนที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนเข้ามาในเลนทางซ้ายมืออย่างช้าๆ และระมัดระวัง ได้อย่างปลอดภัย ในช่วงเวลานั้น ความรู้สึกนึงแว่บเข้ามาในหัวทันที

[ad#ad-5]

รถคุณลุง แม้จะดูเก่า แม้จะไม่มีแอร์ ฟิลม์กรองแสงก็ไม่ได้ติด ไม่ใช่เพราะคุณลุงจนนะ ออกจะรวยด้วยซ้ำ “รวยน้ำใจ” ไงครับ น้ำใจให้เพื่อนร่วมเส้นทาง แต่สิ่งที่คุณลุงดูแล และให้ความสำคัญ และมันยังใช้งานได้อยู่ ก็คือไฟเลี้ยว เพื่อบอกความต้องการจะเลี้ยว ซ้าย หรือขวา ไฟดวงอื่นๆ ก็คงจะได้รับการดูแลด้วยเหมือนกัน ผมคิดเช่นนั้น และสิ่งที่สำคัญกว่าที่กล่าวมา คือ คุณลุงมีไฟเลี้ยวเพื่อใช้งาน และคุณลุงได้ใช้ไฟเลี้ยวนั้น ให้เป็นประโยชน์ กับตัวเอง และเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่ติดไว้เพื่อให้เห็นว่า ไฟท้ายรถสวยเท่านั้น

ในความรู้สึกผม แม้ว่า รถจะถูก จะแพง สักเท่าไหร่ แต่ ถ้าไม่ได้ใช้มัน อย่างดี แต่ไปรบกวนเพื่อนร่วมเส้นทาง คุณค่า ของรถแพงๆ ก็ไม่ต่างกับรถถูกๆ ที่ไม่สมประกอบหรอกครับ ที่มักจะเห็นกันบ่อยๆ ก็คือ มักจะเปลี่ยนเลน โดยที่ไม่ได้มีการให้สัญญาณไฟเลี้ยวแต่อย่างใด และบางที่มันก็กระชั้นชิดเกินกว่า รถที่ตามมาจะระมัดระวัง ได้ทันซึ่งก็เป็นที่มาของอุบัติเหตุ นับครั้งไม่ถ้วน และไฟที่มีไว้ท้ายรถ ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับ ให้รถดูสวยๆ เท่านั้น ประโยชน์มันมากกว่านั้น โปรดใช้ให้คุ้มครับ

ดังนั้น เมื่อผมได้เห็นรถคุณลุง แม้รถจะเก่าๆ แต่ก็มีคุณค่า และควรค่าแก่การนำมาใช้วิ่งบนเส้นทาง ร่วมกัน เพราะรถ และผู้ขับขี่ รู้จักใส่ใจเพื่อนร่วมเส้นทางเสมอ การขับรถทุกวันนี้ ในหลายๆ ครั้ง ขาดความมีน้ำใจให้แก่กัน หากคุณเป็นคนไม่ค่อยจะเปิดไฟเลี้ยวในเวลาเปลี่ยนเลน ก็ปรับกันสักนิด เพื่อทุกๆ ท่าน ทุกๆ คัน จะได้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย อย่าคิดว่า รถที่ตามหลังมายังอยู่ไกล ไม่เปิดก็ได้ คำว่า “อุบัติเหตุ” มันไม่เลือก “ที่เกิดเหตุ” หรอกครับ มันเกิดได้ทุกๆ ที่ ทุกๆ เวลา อย่างเพียงคิดว่า คันอื่นๆ ก็ทำแบบนี้ ใช่ คันอื่นๆ ก็ทำแบบนี้ แล้วได้ติดตามดูหรือไม่ว่า คันอื่นๆ นั้น พบอุบัติเหตุไหม หรือ คุณจะพบอุบัติเหตุ แบบคันอื่นๆ ที่คุณกล่าวอ้างมาไหม สุดท้าย มีน้ำใจในการขับขี่ มีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง นะครับ

รถเมล์ร้อน รถเมล์เย็น คุณเลือกอะไร?

เมื่อวานนี้ ต้องออกจากบ้านไปธุระข้างนอก เส้นทางที่จะไปนั้น รถก็ไม่ค่อยจะมี ก็เลยต้องยืนรอรถนานเป็นพิเศษ ราวๆ ครึ่งชั่วโมงได้ ความจริงนะนั่งรถเมล์สายอื่นไปต่อรถก็ยังง่ายกว่า จะเป็นรถเมล์ หรือรถไฟฟ้าก็ยังได้ แต่ด้วยความที่ ยังไม่ใกล้เวลานัด (ออกเดินทางเร็วเกินไปนั่นเอง) ก็เลยรอรถสายที่ต้องการก็ได้ หลังจากรออยู่นาน รถสายที่รออยู่ ก็มาจอดรับ แต่ไม่ใช่รถปรับอากาศอย่างที่คาดหวัง แต่เป็นรถร้อน สีครีมแดง ว่างพอสมควร คงเป็นเพราะว่า วันนี้ สายมากแล้วนั่นเอง ได้ที่นั่งริมหน้าต่าง มองออกไปนอกหน้าต่างได้ชัดๆ หลังจากนั่งไปสักพัก ก็นึกสงสัย ทำไม ไม่เห็นกระเป๋ารถเมล์ เดินมาเก็บตังค์ ก็ได้ถึงบางอ้อ หลังจากผ่านไปหลายป้ายว่า นี่คือ รถเมล์ฟรี ที่มาจากเงินภาษีของเรา

[ad#ad-5]

ผู้โดยสาร ก็มากหน้า หลายตา เด็กนักเรียน นักศึกษา พนักงานห้าง และอีกหลากหลายอาชีพ พ่อค้า แม่ขาย หลายๆ คนก็ขึ้นรถร้อน คนขอทาน ก็ขึ้นเพราะต้องประหยัดรายจ่าย ให้เหลือเผื่อไว้ใช้ในชีวิตประจำวันที่จำเป็น ใครเล่า ไม่อยากขึ้นรถแอร์เย็นๆ แต่ถ้าจะต้องดึงเงิน ที่จำเป็นสำหรับชีวิตมากกว่า เพื่อความสบายแล้ว ยอมที่จะไม่สบายกาย แต่สบายท้องจะดีกว่า หากมีการโล๊ะทิ้งรถร้อน เปลี่ยนเป็นรถแอร์หมด เท่ากับว่า เป็นการบังคับ ให้อีกหลายๆ คนจะต้องควักเงินออกมามากขึ้น เพื่อจ่ายเป็นค่าความเย็น ที่เค้าไม่ได้ต้องการมากไปกว่า ความหิว ที่ท้องส่งเสียงร้องออกมา ความรู้สึกที่สมองคอยสั่งการให้หาหนทางประหยัดเพื่อนำเงินมา เปลี่ยนเป็นของกิน ส่งตรงลงไปเพื่อระงับ ความหิว ระงับเสียงร้องของท้องให้ทัน ก่อนที่จะได้โรคกระเพาะตามเข้ามาเป็นของแถม มันคงจะเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันจนเกินไป ที่ไปตัดตัวเลือกของเขาเหล่านั้นลง ให้เค้าหมดหนทาง หมดทางเลือก กับสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ของเขาเหล่านั้น

“ชีวิต ยังคงต้องดำเนินต่อไป แม้พรุ่งนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร” ประโยคนี้ แวบเข้ามาในหัว จำไม่ได้ว่าประโยค คล้ายๆ แบบนี้ ได้ยิน ได้รับฟังมาจากที่ไหน แต่มันเป็นความจริงเสมอๆ วันนี้เป็นนักศึกษา พรุ่งนี้เป็นคนทำงาน, วันนี้เป็นคนทำงาน พรุ่งนี้เป็นคนตกงาน หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรแน่นอน แม้แต่สองข้างทาง ของถนนสายเดิมๆ ที่ผ่านบ่อยๆ เมื่อก่อนนี้ วันนี้ มองออกนอกหน้าต่างรถเมล์ อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เก่าๆ ที่เห็นบ่อยๆ ก็เปลี่ยนเป็นป้ายโฆษณา คอนโด ที่กำลังก่อสร้างอยู่ข้างหลังป้ายโฆษณาเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง เปลี่ยนไป ไวจริงๆ รถเมล์ค่อยๆ วิ่งไป เร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะติด แต่ “ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป” ประโยคนี้ แวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง

แม่บ้านประจำห้าง กับ การบริจาคโลหิต

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาส ไปบริจาคโลหิต ที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ซึ่งปกติจะมีการมารับบริจาคประจำ เป็นที่รู้กันว่า เป็นวันอาทิตย์ที่สอง ของทุกๆ เดือน อาทิตย์นี้ มีเหตุให้มีเรื่องมาเล่า เนื่องจาก ไปถึงห้างเวลาประมาณ ห้างเพิ่งจะเปิด เจ้าหน้าที่ ก็เตรียมขนของ และเครื่องมือมาเตรียมพร้อมกันอย่างมากมาย ด้วยความที่ไปเร็ว ก็เลยต้องนั่งรอเจ้าหน้าที่ รอไป รอมา ก็มองเห็นแม่บ้านประจำห้าง เข้ามาช่วย ทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ บางส่วนให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย เผลอแผล็บเดียวก็เห็น เข้าไปขอ แบบฟอร์มบริจาคโลหิตกับเจ้าหน้าที่มาด้วย แผ่นนึง แล้วก็พับเก็บใส่กระเป๋าไว้ มองๆ ไป เพลินๆ เค้าเงยหน้าขึ้นมาเห็น ก็เลยยิ้มๆ ให้กัน พอเค้าเดินเข้ามาใกล้ ก็เลยเกิดเป็นบทสนทนากันสั้นๆ

[ad#ad-5]

พี่เค้าถามว่า “มาบริจาคโลหิตเหรอคะ” ก็ตอบพี่เค้าไปว่า “ใช่ครับ” พี่เค้าก็ว่า “พี่น่ะบริจาคมา 30 ครั้งแล้ว” แฟนก็เลยอุทาน “โอโห” ขึ้นมาทันใด “งั้นพี่ก็ได้เข็มแล้วล่ะสิคะ” แฟนถามต่อ พี่เค้าก็เลยหัวเราะ บอกว่า “ยังๆๆ อีกไม่กี่ครั้งหรอก แต่พี่น่ะ บริจาคประจำ เจ้าหน้าที่เค้าคุ้นเคยกับพี่แล้ว เห็นหน้าก็จำกันได้ บอกว่า ดีๆๆ กรุ๊ปนี้ ไม่ค่อยมี” “กรุ๊ปอะไรหรือคะ” คำถามถัดไป ถูกยิงเข้าไปทันที “กรุ๊ป AB น่ะ” พี่เค้าก็ตอบมาทันทีเหมือนกัน

“คราวที่แล้ว พี่เข้าไปบริจาค เจ้าหน้าที่เค้าบอกพี่ว่า วันนี้ รับมาทั้งวัน เพิ่งจะมี AB นี่แหละ ส่วนกรุ๊ป O วันนี้ได้มาเยอะแล้ว” “โอ้ งั้นพี่ก็บริจาคทุกๆ 3 เดือนเลยสิครับนี่” ผมเป็นฝ่ายยิงคำถามบ้าง หลังจากปล่อยให้แฟนถามมาหลายคำถามแล้ว “อืม ใช่ พี่บริจาคทุกๆ 3 เดือนเลยแหละ แต่ต้องนับดีๆ นะ สมมุติว่า เราบริจาคเดือนนี้ กันยายน ใช่ไหม ก็ต้องนับไป กันยายน, ตุลาคม, พฤศจิกายน แล้วต้องมาบริจาคเดือน ธันวาคมนะ จะเป็น พฤศจิกายนไม่ได้ ไม่งั้นมันจะไม่ใช่ 3 เดือน แต่เป็น 2 เดือน บริจาคไม่ได้นะ”
เป็นคำตอบบวกกับคำบอกกล่าว ให้ระมัดระวัง เรื่องการบริจาค การบริจาคเลือดเป็นเรื่องดี แต่หากสุขภาพไม่พร้อม ก็จะเป็นการทำลายสุขภาพด้วย ต้องระมัดระวัง “อ้อ ครับ” เป็นคำตอบสั้นๆ สำหรับ คำอธิบายที่ได้รับมา แต่ในใจนึกขอบคุณพี่เค้า ถึงน้ำใจห่วงใยกันและกันเช่นนี้ แล้วพี่เค้าก็ขอตัวไปทำความสะอาด เช็ดปัดกวาด ตามหน้าที่ของเค้าต่อไป พร้อมกับบอกว่า “รอก่อนๆ เค้ายังไม่เปิดรับบริจาค เตรียมตัวกันอยู่” “ครับผม” คำตอบสุดท้าย พร้อมกับยิ้มๆ ให้กับพี่เค้า ซึ่งพี่เค้าก็ยิ้มตอบ เป็นการทักทายง่ายๆ ที่ให้ความรู้สึกดีๆ แก่กัน

แม้จะเป็นบทสนทนาเพียงสั้นๆ ของเช้าวันนั้น แต่ก็ เป็นความรู้สึกที่ดีๆ ที่สังคมยังมีคนดีๆ ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ การทำความดี ไม่สำคัญหรอก ที่จะต้องมีเงิน มีทองเยอะๆ เสียก่อน ถึงจะทำความดีได้ ถึงจะเสียสละให้แก่คนอื่นได้ เพราะเพียงแค่เลือดจากร่างกายของเรา ก็ช่วยเหลือผู้อื่นได้แล้ว พี่คนนี้ แม้จะเป็นแม่บ้าน รายได้ แม้ว่า อาจจะไม่มากมาย แต่ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจิตสำนึก กับน้ำใจที่มอบให้แก่เพื่อนพี่มนุษย์ สุดยอดครับ กรุ๊ปเลือดของพี่เค้า AB (ตามที่พี่เค้าบอก) ไม่แน่ว่า ผู้ที่เห็นแก่ตัวบางคน อาจจะเคยล้มป่วย และอาจจะได้รับเลือดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจงามๆ จากพี่เค้ามาแล้ว มานั่งคิดดูว่าเค้าคนนั้นเคยนึกย้อนกลับมาถึง พี่เค้าบ้างไหม จะเคยนึกบ้างไหมว่า เลือดที่เราได้มานี้ ที่ช่วยให้เรารอดตายมานี้ มาจากใครนะ ใครนะที่เป็นผู้เสียสละคนนั้น และที่สำคัญ ถ้าหากเค้าเป็นคนเห็นแก่ตัว นิสัยเค้าจะเปลี่ยนไหมนะ จากเลือดของคนที่มีน้ำใจงามๆ อย่างพี่เค้า

หากพี่แม่บ้าน เค้าได้รับรู้ว่า ใครคนนั้น ได้นึกถึงพี่เค้าบ้าง พี่เค้าก็คงจะดีใจไม่ใช่น้อยเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้า ไม่จำเป็นต้องรู้จัก แต่ก็เชื่อมต่อกันได้ด้วยใจ ใจที่นึกถึงกัน และขอบคุณกันเท่านั้นเอง พี่แม่บ้าน เค้าก็ยังคงดำเนินชีวิต ประจำวันของเค้าไปตามปกตินั่นแหละ โดยไม่รู้ว่า เลือดของเค้านั้น ได้ถูกนำไปช่วยเหลือใครแล้วบ้าง ผ่านทางจำนวนครั้งของการบริจาคถึง 30 ครั้งนั้น แต่พี่เค้าก็ดีใจ ที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แน่นอน (ใช้คำว่า เพื่อนมนุษย์ เพราะว่า ไม่ว่าชนชาติไหนๆ ในโลก เลือดก็สีเดียวกันนี่แหละ กรุ๊ปเลือดก็เหมือนๆ กันนี่แหละครับ)

ทิ้งท้ายด้วยเรื่องของ

การบริจาคโลหิต

ร่วมกันเดินเข้าไปบริจาคเลือดเถอะครับ สภากาชาด มักจะประกาศว่า ขาดเลือดอยู่บ่อยๆ เดินเข้าไปบริจาค โดยไม่ต้องรอเวลา รอโอกาสพิเศษๆ ถึงจะค่อยบริจาค คนป่วยมีทุกๆ วัน ความต้องการก็มีทุกๆ วัน ร่วมกันบริจาคเลือด หากว่า คุณสามารถบริจาคได้ คุณทำได้ครับ

ไอศครีมซันเด ราคาเท่าใหร่ครับ? คำถามที่มีสาเหตุ

ได้อ่านเรื่องเล่า มาจากอีเมล์ แล้วก็รู้สึกสะกิดใจ เรื่องนี้คงจะเป็นบทเรียนได้อย่างดี ให้กับหลายๆ คน ที่อาจจะมีอาชีพให้บริการหรือไม่ใช่ก็ตาม แต่ก็สอนให้เราได้รู้จักมอง คนอื่น ในมุมมองที่แตกต่าง อย่าพยายามมองอะไร ด้วยการคิดเข้าข้างตัวเอง ว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แต่ให้มองลึกลงไปกว่านั้น เพราะเราไม่สามารถบอกได้ว่า เหตุที่คนๆนั้น ต้องทำอย่างนั้น เพราะอะไร ซึ่งเค้าก็อาจจะมีเหตุผลของเค้าอยู่ เหมือนกับเด็กในเรื่องนี้

[ad#ad-5]

ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอป ของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ
เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า

“ไอศครีมซันเด ราคาเท่าใหร่ครับ?”
“ห้าสิบเซ็นต์” พนักงานเสริฟสาวตอบ

แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า แล้วก็นับเหรียญในมือ

“งั้น ไอศครีมเปล่าๆล่ะครับราคาเท่าใหร่”

เด็กชายถามอีก ตอนนี้เริ่มมี คนรอมากขึ้น และพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน

“สามสิบห้าเซ็นต์”

เธอตอบห้วน เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง

“ผมขอไอศครีมเปล่าครับ”

เด็กชายบอก แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา ไอศครีมมาให้เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา เธอก็เริ่มร้องไห้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะ บนโต๊ะนั้นมีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์ สองเหรียญ และเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญ วางอยู่อย่างบรรจงข้างจานเปล่านั้น เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น

การที่เราจะตัดสินใจอะไร โดยการใช้อารมณ์นั้น หลายๆ ครั้ง มักจะทำให้เกิดความผิดพลาด เรามองข้ามความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ของคนรอบข้างไปหรือเปล่า ย้อนกลับมาสักนิด คิดให้มากสักหน่อย เราอาจจะไม่ต้องยืนร้องไห้ กับการโทษตัวเองอีกในวันหน้า

แม้ชีวิตจะวุ่นวายขนาดไหน ก็อย่าลืมแบ่งปันน้ำใจให้กับคนรอบข้าง

ได้อ่านบทความนี้มาจากในอีเมล์อีกเช่นกัน แต่อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึงบทความนึง ก่อนหน้านี้ที่เคยอ่านมา พูดถึงเรื่องของเวลา คล้ายๆ กัน โดยพูดถึงเรื่องของการจัดการเวลา “เวลา” นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา เวลาเข้ามามีความสำคัญมาก ก่อนที่จะมีนาฬิกา คนก็คุ้นเคยกันกับเวลาเพียงแค่ เช้า เที่ยง แล้วก็เย็น ของไทยเราก็จะมี ยาม คอยบอกเวลา จนทำให้เกิดการบอกเวลาเป็น ยามหนึ่ง ยามสอง ยามสาม เป็นต้น หลายคนก็คงจะเคยได้ยิน แต่เวลาก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เราสนใจเวลาเพียงแค่ ช่วงของวัน ก็มาเป็นชั่วโมง จนในปัจจุบัน สนใจกันในระดับนาทีแล้ว

หลายคนก็คงจะเป็นหนึ่งในนั้น คงจะเคยเจอคำถามเช่น “ทำถึงไหนแล้ว ใช้เวลานานเท่าไหร่ กี่นาทีเสร็จ” สมัยนี้เรามักจะไม่พูดในเรื่องของการณ์คาดการ เป็น วัน เป็น ชัวโมงแล้ว เนื่องจากการแข่งขัน โดยรอบๆ ตัวเรานั้น มีสูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะต้องยุ่งวุ่นวาย กับสังคม คนรอบๆ ข้างเราสักเพียงใด ก็อย่าลืม “แบ่งปันน้ำใจให้แก่กันสักนิด เพื่อสังคมที่น่าอยู่ของเรา”

[ad#ad-5]

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
ให้มาเป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท
เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวัน
จึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่าย ๆ
แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด
เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ
เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา
แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
“พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง ?”

เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท
แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน…
“เต็มแล้ว…”
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อ หันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ
แล้วหยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา
เทกรวดเม็ดเล็ก ๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ
กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีก
“เหยือกเต็มหรือยัง?”
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ
“เต็มแล้ว…”

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก
เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง
“เหยือกเต็มหรือยัง?”
เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าวเข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ
มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน

….จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน
เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
“คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์”
“แน่ใจนะ”
“แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ”
คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด
ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง” เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
“ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา
ลูกเทสนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต
การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริง
“สูญเสียไปไม่ได้….”

…เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์
ทรายก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ
แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้….
เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตเต็มแล้ว…เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือให้ใส่ลูกเทนนิสแน่นอน…”

[ad#ad-5]

“…ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ >>เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า…”
เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต
เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด
พากันออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง
เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต
เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ
ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด…”

“…หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา…”
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
“แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร ?”
เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า
“การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า
ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น
คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ….”

20 ดอลลาร์ กับคุณค่าของคุณ

20 ดอลลาร์ กับคุณค่าของคุณ

ได้ยิน ได้อ่านเรื่องนี้ มาจากอีเมล์ แล้วก็ขอนำมาใส่ไว้ใน blog ไว้เตือนตัวเอง ไว้เตือนใครๆ ที่แวะผ่านเข้ามา คนแต่ละคน ก็มีคุณค่าในตัวเอง แตกต่างกันไป ในความรู้ ในอาชีพ และ สถานะของแต่ละคน สังคมทุกวันนี้ รู้สึกเหมือนแต่ละคนจะผจญกับความเครียดรายรอบด้าน จนทำให้รู้สึกว่า ตัวเอง ด้อยค่าลงไป หรือไม่มีค่า ไม่คิดถึงคนรอบข้าง จนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย หากคุณเป็นคนที่รู้สึกว่า ตัวเองไม่มีคุณค่าแก่คนรอบข้าง โปรดคิดใหม่เถอะครับ

[ad#ad-5]

นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง
ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขาโดยการหยิบ
แบงค์ 20 ดอลลาร์ขึ้นมา
ในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า
“ใครอยากได้แบงค์ 20 นี้บ้าง ?”
มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก
และเขาก็พูดต่อว่า “ฉันจะให้เงินแบงค์ 20 ดอลล์
นี้แก่หนึ่งในพวกท่าน แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้”
เขาเริ่มที่จะขยำๆ เงินนั้น
แล้วเขาก็ถามอีกว่า “ใครจะยังต้องการมันอีก”
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
“ดี” เขาตอบ ” แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ”
แล้วเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้น และเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่ และสกปรก
“ตอนนี้ ใครยังต้องการมันอีก” ก็ยังคงมีคนยกมืออีก
“เพื่อนๆ ได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า
ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย
มันก็ยังคงมีค่า 20 ดอลล์ อยู่นั่นเอง
เหมือนกับหลายๆ ครั้งในชีวิตของเรา
ที่ถูกทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ
และถูกทำให้สกปรกโดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ
ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง
แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น หรืออะไรที่จะเกิดขึ้น
คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ
คุณเป็นคนพิเศษ — อย่าลืมมันตลอดไป !!

อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้

แก้วน้ำ กับภาระที่แบกไว้

ขณะที่ครูกำลังสอนนักเรียนของเขา ในหัวข้อการจัดการกับแรงกดดันและความเครียด ครูได้หยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมา และ ถามนักเรียนว่า “พวกเธอคิดว่าแก้วน้ำใบนี้หนักเท่าไหร่” คำตอบของนักเรียนมีตั้งแต่ 20 กรัม ถึง 500 กรัม

[ad#ad-5]

มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่แท้จริงของแก้ว ว่าหนักเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเธอถือมันไว้นานเท่าใด ถ้าครูถือมันไว้เพียงหนึ่งนาที ก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งชั่วโมง แขนของครูก็จะปวด ถ้าครูถือมันไว้หนึ่งวัน พวกเธอคงต้องเรียกรถพยาบาล แม้ที่จริงจะเป็นน้ำหนักเดียวกัน แต่ยิ่งถือมันไว้นานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราแบกภาระ (ความทุกข์ ความหนักใจ ฯลฯ) ของเราไว้ตลอดเวลา ไม่ช้าก็เร็ว ภาระนั้นจะยิ่งหนักขึ้นจนเราไม่สามารถจะแบกมันไว้ได้อีก ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องทำก็คือ วางแก้วนั้นลงซะ พักสักระยะ ก่อนจะถือมันใหม่อีกครั้ง เราจะต้องวางสิ่งที่เราแบกไว้ลงเป็นระยะ เราจึงจะสามารถฟื้นพลังขึ้นใหม่ และสามารถแบกมันได้อีกครั้ง

ดังนั้นก่อนเธอจะกลับบ้านในคืนนี้จงวางภาระของเธอลงอย่านำมันกลับไปบ้านด้วย เธอสามารถยกมันขึ้นมาได้ในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าภาระใดก็ตามที่เธอแบกอยู่ ในตอนนี้ วางมันลงสักพัก ถ้าเธอทำได้แล้วค่อยยกมันขึ้นมาใหม่

เมื่อเธอได้พักแล้ว ขอให้ผ่อนคลายและพักผ่อนชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จงมีความสุขกับมันแต่ดูเหมือนว่าความเป็นจริง ชีวิตของคนหลายคนแตกต่างจากบทเรียนที่คุณครู สอนกับเด็กน้อย หลายคนอาจเถียงว่า “หากคุณเป็นฉัน คุณจะรู้ว่าปัญหาที่กำลังเผชิญ มันไม่สามารถวางลงได้” หรือบางคนอาจแย้งว่า “ปัญหาอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ของอยู่ที่มือจึงคิดวางกันได้ง่ายๆ” ใช่แล้วของอยู่ที่มือ แต่ใครเป็นผู้กำหนดมือให้วาง

เรื่องง่ายๆ ที่เรามักจะมองข้ามกันไป อ่านเรื่องนี้แล้วประทับใจมาก เลยขอนำมาเก็บไว้ในบล็อค หากคนเราพยายามทำ พยายามทุ่มเทอะไรมากจนเกินไป โดยไม่สนใจขีดความสามารถ ก็คงจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง จนไม่สามารถทำอะไรต่อได้ พักบ้าง เที่ยวบ้าง เติมเต็มให้กับชีวิต แล้วสิ่งต่างๆ ที่คุณแบกไว้ ก็จะเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่มา : เรื่องเล่าจากอีเมล์

เหตุผลของผู้นำ และสาเหตุของผู้แพ้

อ่านคำคมบทนี้แล้ว ต้องบันทึกเอาไว้ ถูกใจมากๆ ทำยังไง ให้เป็นผู้นำ ลองอ่านดูครับ แล้วตอบตัวเองกันดูว่า คุณอยู่ในกลุ่มไหน กันแน่ ผู้นำ หรือว่า ผู้แพ้

[ad#ad-5]

ผู้นำ มักมีแต่คำตอบ
ผู้แพ้ มักมีแต่ปัญหา
ผู้นำ มักมีแต่ผลงาน
ผู้แพ้ มักมีแต่ข้ออ้าง
ผู้นำ พูดว่าฉันจะช่วยคุณ
ผู้แพ้ พูดว่านั้นไม่ใช่หน้าที่ฉัน
ผู้นำ มองเห็นคำตอบในทุกปัญหา
ผู้แพ้ มองเห็นปัญหาในทุกคำตอบ
ผู้นำ พูดว่า ถึงแม้จะยาก แต่ก็เป็นไปได้
ผู้แพ้ พูดว่า ถึงแม้จะเป็นไปได้ แต่ก็ทำยาก

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มของผู้นำ ก็ดีใจด้วย แต่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มของผู้แพ้ ก็พัฒนาตัวเองกันต่อไป ไม่มีใครในโลกหรอก ที่จะแพ้ตลอดไป พระอาทิตย์ยังมีขึ้นมีลง ชีวิตคน ก็ขึ้นลงได้ อยู่ที่เราจะปรับเปลี่ยนต่างหาก สู้ๆ กันต่อไปครับ

ที่มา : จากการจำได้ ไม่รู้ผู้แต่ง

ชายหาบน้ำ กับถังน้ำสองใบ

[ad#ad-5]

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง…แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน…. จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนแบกน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง…. ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานเป็นอย่างยิ่ง
..ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง? มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุด ประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนแบกน้ำว่า
“ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน”

คนแบกน้ำจึงตอบว่า

“เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่…

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น…
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว? ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว.. เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้”

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง? แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง

ที่มา : ไม่ทราบผู้แต่ง

นิทานเรื่องกับดักหนู

หนูตัวหนึ่งแอบมองลอดรอยแตกของกำแพง
เพื่อดูว่าชาวนากับภรรยาของเขาแกะห่ออะไร
“จะเป็นอาหารอะไรหนอ” เจ้าหนูสงสัย

มันแทบล้มทั้งยืน
เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นคือ
‘กับดักหนู’

มันจึงวิ่งหัวซุกหัวซุน
ไปที่ทุ่งนา แล้วส่งเสียงร้องเตือน
“มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! ”

Read More