ไอศครีมซันเด ราคาเท่าใหร่ครับ? คำถามที่มีสาเหตุ

ได้อ่านเรื่องเล่า มาจากอีเมล์ แล้วก็รู้สึกสะกิดใจ เรื่องนี้คงจะเป็นบทเรียนได้อย่างดี ให้กับหลายๆ คน ที่อาจจะมีอาชีพให้บริการหรือไม่ใช่ก็ตาม แต่ก็สอนให้เราได้รู้จักมอง คนอื่น ในมุมมองที่แตกต่าง อย่าพยายามมองอะไร ด้วยการคิดเข้าข้างตัวเอง ว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แต่ให้มองลึกลงไปกว่านั้น เพราะเราไม่สามารถบอกได้ว่า เหตุที่คนๆนั้น ต้องทำอย่างนั้น เพราะอะไร ซึ่งเค้าก็อาจจะมีเหตุผลของเค้าอยู่ เหมือนกับเด็กในเรื่องนี้

[ad#ad-5]

ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอป ของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ
เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า

“ไอศครีมซันเด ราคาเท่าใหร่ครับ?”
“ห้าสิบเซ็นต์” พนักงานเสริฟสาวตอบ

แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า แล้วก็นับเหรียญในมือ

“งั้น ไอศครีมเปล่าๆล่ะครับราคาเท่าใหร่”

เด็กชายถามอีก ตอนนี้เริ่มมี คนรอมากขึ้น และพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน

“สามสิบห้าเซ็นต์”

เธอตอบห้วน เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง

“ผมขอไอศครีมเปล่าครับ”

เด็กชายบอก แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา ไอศครีมมาให้เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา เธอก็เริ่มร้องไห้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะ บนโต๊ะนั้นมีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์ สองเหรียญ และเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญ วางอยู่อย่างบรรจงข้างจานเปล่านั้น เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น

การที่เราจะตัดสินใจอะไร โดยการใช้อารมณ์นั้น หลายๆ ครั้ง มักจะทำให้เกิดความผิดพลาด เรามองข้ามความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ของคนรอบข้างไปหรือเปล่า ย้อนกลับมาสักนิด คิดให้มากสักหน่อย เราอาจจะไม่ต้องยืนร้องไห้ กับการโทษตัวเองอีกในวันหน้า

แม้ชีวิตจะวุ่นวายขนาดไหน ก็อย่าลืมแบ่งปันน้ำใจให้กับคนรอบข้าง

ได้อ่านบทความนี้มาจากในอีเมล์อีกเช่นกัน แต่อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึงบทความนึง ก่อนหน้านี้ที่เคยอ่านมา พูดถึงเรื่องของเวลา คล้ายๆ กัน โดยพูดถึงเรื่องของการจัดการเวลา “เวลา” นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา เวลาเข้ามามีความสำคัญมาก ก่อนที่จะมีนาฬิกา คนก็คุ้นเคยกันกับเวลาเพียงแค่ เช้า เที่ยง แล้วก็เย็น ของไทยเราก็จะมี ยาม คอยบอกเวลา จนทำให้เกิดการบอกเวลาเป็น ยามหนึ่ง ยามสอง ยามสาม เป็นต้น หลายคนก็คงจะเคยได้ยิน แต่เวลาก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เราสนใจเวลาเพียงแค่ ช่วงของวัน ก็มาเป็นชั่วโมง จนในปัจจุบัน สนใจกันในระดับนาทีแล้ว

หลายคนก็คงจะเป็นหนึ่งในนั้น คงจะเคยเจอคำถามเช่น “ทำถึงไหนแล้ว ใช้เวลานานเท่าไหร่ กี่นาทีเสร็จ” สมัยนี้เรามักจะไม่พูดในเรื่องของการณ์คาดการ เป็น วัน เป็น ชัวโมงแล้ว เนื่องจากการแข่งขัน โดยรอบๆ ตัวเรานั้น มีสูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะต้องยุ่งวุ่นวาย กับสังคม คนรอบๆ ข้างเราสักเพียงใด ก็อย่าลืม “แบ่งปันน้ำใจให้แก่กันสักนิด เพื่อสังคมที่น่าอยู่ของเรา”

[ad#ad-5]

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
ให้มาเป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท
เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวัน
จึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่าย ๆ
แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด
เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ
เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา
แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
“พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง ?”

เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท
แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน…
“เต็มแล้ว…”
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อ หันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ
แล้วหยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา
เทกรวดเม็ดเล็ก ๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ
กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีก
“เหยือกเต็มหรือยัง?”
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ
“เต็มแล้ว…”

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก
เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง
“เหยือกเต็มหรือยัง?”
เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าวเข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ
มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน

….จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน
เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
“คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์”
“แน่ใจนะ”
“แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ”
คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด
ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง” เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
“ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา
ลูกเทสนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต
การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริง
“สูญเสียไปไม่ได้….”

…เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์
ทรายก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ
แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้….
เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตเต็มแล้ว…เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือให้ใส่ลูกเทนนิสแน่นอน…”

[ad#ad-5]

“…ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ >>เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า…”
เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต
เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด
พากันออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง
เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต
เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ
ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด…”

“…หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา…”
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
“แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร ?”
เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า
“การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า
ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น
คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ….”

นัสรูดิน : เรื่องเล่าจากอีเมล์

‘นัสรูดิน’

ชายชาวอาหรับโบราณที่คนรุ่นหลังยังตัดสินไม่ได้ว่า เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดหรือคนโง่กันแน่ วันหนึ่งเมื่อเพื่อนบ้านมาขอคำปรึกษาว่า “จะทำอย่างไรดีกับบ้านของตนเองที่คับแคบและมีกลิ่นอับ” นัสรูดินแนะนำว่า “ให้เอาแพะไปล่ามไว้ในบ้าน” เพื่อนบ้านก็ทำตาม แต่แล้ววันรุ่งขึ้นก็กลับมาร้องอีกว่า “ยังไม่ดีขึ้น”นัสรูดินก็แนะนำเพิ่มเติมว่า “ให้เอาลาเข้าไปเลี้ยงอีกตัว” วันถัดมาก็บอกว่า “ให้เพิ่มม้าเข้าไปอีกตัว”เพื่อนบ้านผู้เชื่อฟังก็มาร้องขอคำปรึกษาอีกว่า “ไม่ดีขึ้นเลย กลับรุนแรงกว่าเดิม” นัสรูดินก็แนะว่า “งั้นให้เอาม้าออกไป” ความรู้สึกของเพื่อนบ้านก็ค่อยๆ ดีขึ้นๆ ทีละวันๆ จนวันสุดท้ายที่เอาแพะออกไป เพื่อนบ้านก็รู้สึกว่า “บ้านของตนเองกว้างขึ้น กลิ่นอับก็ลดลง” จึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

Note : เรื่องเล่าจากอีเมล์