ฝนตกเช้า + รถติดหนึบ = ไปทำงานสาย

ฝนตกตอนเช้าๆ กบรถติดๆ

ฝนตกตอนเช้าๆ กบรถติดๆ

คนทำงาน ใครๆ ก็เบื่อฝนตกตอนเช้า เพราะนั่นหมายความว่า จะเริ่มหงุดหงิดกันตั้งแต่เช้า เพราะเดินทางไม่สะดวก แท็กซี่หายาก ค่าแท็กซี่ก็จะแพงเป็นพิเศษ เพราะรถติดหนึบ แต่ว่า ชีวิต ก็ต้องดำเนินต่อไป ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ลองมามองย้อนดูกันบ้าง ว่าจะมีอะไรดีๆ ในความน่าเบื่อนั้นบ้าง
ถึงฝนจะตก ชีวิตก็ต้องวิ่งต่อไป

ถึงฝนจะตก ชีวิตก็ต้องวิ่งต่อไป


– เรามักจะตื่นช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะอากาศดีน่านอน
– คุ้ม ได้นั่งรถนานขึ้น เพราะรถติด (ถ้านั่งรถโดยสาร ยกเว้นถ้านั่งแท็กซี่)
– เช้าวันนี้เราจะไม่ลืมร่มแน่นอน เพราะต้องใช้ตั้งแต่เช้า
– ร้านขายร่มจะขายดีเป็นพิเศษ
– ร้านขายยาแก้ไข้ก็ขายดี
– มีข้ออ้างว่าทำไมถึงที่ทำงานสาย (ข้อดีจริงหรือนี่)
– น้ำในคูน้ำ หรือท่อระบายน้ำ จะไม่ส่งกลิ่นอีกต่อไป อย่างน้อยก็คงสัก 2 วัน เพราะน้ำใหม่ไปเจือจางกลิ่น
– ใครชอบอ่านนิยายขณะนั่งรถ เช้าวันฝนตก จะอ่านได้หลายตอน
– ใครขับรถยนต์ จะขับสะดวกขึ้น เพราะมอเตอร์ไซค์น้อยลง
– เทศบาล ไม่ต้องเอารถน้ำออก เพื่อรถน้ำต้นไม้ (ประหยัดน้ำมันเห็นๆ)
– พนักงานทำความสะอาดไม่ต้องกวาดฝุ่นตามถนน (มากวาดน้ำแทน)
– ใครชอบโทรคุยกับแฟนตอนเช้าๆ วันนี้จะได้คุยกันนานหน่อย (อย่าลืมเติมเงินก่อนโทรด้วย)

ไม่ว่าฝนจะตกตอนไหน ก็เป็นเรื่องของภาวะอากาศ โลกเราร้อนขึ้นเรื่อยๆ อากาศก็แปรปวนขึ้นเรื่อยๆ แต่ชีวิต ก็ต้องเดินต่อไป อย่าเพิ่งหงุดหงิดกับฝนตกเช้าๆ เลย ยังพอจะมีเรื่องดีๆ ให้คิดกันเด้อ

คนชงกาแฟ กับกาแฟที่ไม่เคยได้กลิ่น

กาแฟจากคนขายที่ไม่สามารถสัมผัสกลิ่นกาแฟ

กาแฟจากคนขายที่ไม่สามารถสัมผัสกลิ่นกาแฟ

ระหว่างที่เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด หลังไปทำธุระนิดหน่อย มีโอกาสได้แวะเข้าไปตลาดข้างทาง ก่อนมุ่งสู่กรุงเทพ หลังจากได้หาอะไรใส่ท้อง ก็มองหากาแฟสักแก้ว คาดหวังไปว่า มันจะช่วยให้สดชื่นขึ้นบ้างในเวลาขับรถ มีโอกาสได้พูดคุยกับคนขายกาแฟ ที่ติดป้ายร้านแบบกลางๆว่า กาแฟโบราณ ไม่ได้ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการแต่อย่างใด กาแฟของเค้าเป็นการชงแบบโบราณจริงๆ ใช้ถุงชงกาแฟ ตักน้ำร้อนใส่ แล้วกรองน้ำกาแฟใส่แก้ว เริ่มต้นการสนทนาด้วยประโยคที่ว่า “กาแฟหอมไหม” “หอมดีค่ะ” แฟนผมตอบ พี่คนขาย ก็เล่าต่อว่า “เนี่ย พี่ไม่ได้กลิ่นอะไรมา ประมาณ 6 เดือนแล้ว” “อ้าว ทำไมล่ะคะ” แฟนผมถามต่อ “ไปหาหมอแล้ว หมอบอกพี่ว่า ถ้ากระทั่งกลิ่นกาแฟ ซึ่งถือว่ากลิ่นแรงพอสมควร ยังไม่ได้กลิ่น ก็มีปัญหาแล้วล่ะ แต่พี่ก็ไปหามา 2 รพ. กับอีก 1 คลีนิค แล้ว ยังช่วยอะไรไม่ได้” “ทำไมพี่ไม่เข้าไป รพ. ในกรุงเทพล่ะคะ” “อาทิตย์นี้หมอนัด ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ก็คงจะเข้ากรุงเทพแล้วล่ะ” “ดีค่ะ หนูเห็นด้วย” แล้วพี่คนขายก็ยิ้ม พร้อมกลับหยิบกล่องนมสดขึ้นมาเทใส่แก้ว แล้วใช้ช้อนคนให้เข้าที่ก่อนจะเทใส่แก้วยื่นให้ 15 บาทค่ะ หลังจากดูดไปอึกแรก ก็ต้องบอกว่า อืมมมม อร่อยจัง แม้จะเป็นกาแฟโบราณ แต่การใส่ใจ ใส่ส่วนประกอบที่มีคุณภาพลงไปทำให้กาแฟแก้วนี้ ชื่นใจดีเสียจริงๆ จะว่าไป รสชาติยังดีกว่า กาแฟสดแก้วละหลายสิบในกรุงเทพทางแห่งเสียด้วยซ้ำไป

คนขายกาแฟหอมๆ แต่ตนเองกลับไม่ได้กลิ่น ฟังดูแล้วมันก็น่าทรมานไม่ใช่น้อยนะ แต่หากมองต่อไป พี่เค้าแม้จะโชคร้ายก็จริง แต่ความโชคร้าย ก็ยังพอมองเห็นความโชคดีอยู่บ้าง
– อย่างน้อยที่สุด เค้าไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง ที่ทำให้ถึงตายในช่วงเวลาสั้นๆ
– อย่างน้อยที่สุด เค้าไม่ได้เป็นโรคที่ถึงกับทำให้ ทำงานไม่ได้
– อย่างน้อยที่สุด หมอไม่ได้บอกว่า จะรักษาไม่ได้ เพียงแต่ คงต้องใช้เวลา หาสาเหตุ และหาทางแก้
– และอย่างน้อยที่สุด หลังจากหายแล้ว มันจะเป็นเรื่องสอนใจ ตนเอง และผู้ที่ได้ยิน ให้สนใจดูแลรักษาสุขภาพ มากขึ้น

หากเรามองดูเพียงแค่ ความรู้สึกรับรู้ว่า โชคร้าย ชีวิต ก็จะดูเหมือนมืดไปเสียหมด แต่พี่คนนี้ ไม่ได้มองเพียงแค่ความโชคร้ายนั้น ไม่เช่นนั้น พี่เค้าคงไม่สามารถ ทีชงกาแฟ ที่ไม่เคยได้กลิ่นหอมของมัน อยู่มาจนบัดนี้ได้แน่ๆ เพราะมันคงทรมาน หากจะคิดถึงกลิ่นที่ไม่เคยไดัสัมผัสมาเป็นเวลานานๆ แบบนี้

มองโลกบวก

ความสุขของการให้

ที่บ้าน มะม่วง ช่วงฤดูร้อน มีออกมาอย่างมากมายจริงๆ แม้จะเป็นเพียงต้นเดียวในบ้าน ที่ออกลูกให้มากมายขนาดนี้ เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ หวานๆ กินกับข้าวเหนียวมูล ชื่นใจดีนักแล

ความสุขที่ได้จากต้นมะม่วงก็มีตั้งหลายอย่าง เช่น

– ต้นใหญ่แล้ว มีร่มไม้มากพอ ใต้ต้นไม้ ก็เลยเป็นที่วางโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อการพักผ่อน
– ต้นไม้ใหญ่ เป็นบริเวณที่เหมาะปลูกกล้วยไม้ หรือไม้แขวนอื่นๆ
– ใต้โคนต้นไม้ ก็เป็นบริเวณอนุบาล ต้นไม้ ดอกไม้เล็กๆ พอแข็งแรงก็ออกไปสู้แดดด้วยตัวเองได้
– พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต ผู้คนผ่านไปผ่านมา ก็จะร้องอู้หูๆๆๆ ด้วยสองสาเหตุด้วยกัน บางปี ก็อู้หูๆๆ เพราะผลดก แต่บางปี ก็จะอู้หูๆๆ เพราะหาผลผลิตไม่ค่อยจะเจอ (ก็ให้ความสุขกับคนผ่านไปมาได้ล่ะนะ ฮา)
– สอนให้รู้จักการแบ่งปัน เพราะเหตุที่ว่า กระรอกน้อย ที่เดี๋ยวนี้ มีแต่ตัวใหญ่ๆ ซะละ บุกมาแย่งกิน พอลูกเริ่มจะได้ที่ ก็เป็นอันต้องคอยจ้อง คอยแย่งกันกับกระรอกทุกวันๆ
– ทำให้คุณแม่ ได้สนุกกับการสอยมะม่วง (แย่งกับกระรอก) ทุกวันๆ (จนกว่าจะเก็บได้หมดต้นนั้นแล)
– ทำให้คุณแม่ ได้เป็นผู้ให้ ให้มะม่วง แก่เพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมเที่ยว

ผลผลิตที่ได้จะถูกคัดเลือก และเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถัน นำมาล้าง ทำความสะอาดผิวก่อนนำไปผึ่งลมให้แห้ง และบ่มโดยธรรมชาติ (ปล่อยให้สุกงอมเองนั่นแหละ) เหตุที่เก็บเกี่ยวแต่ลูกที่แก่จัดเท่านั้น ทำให้ไม่ต้องนำไปบ่มด้วยแก๊สให้เสียรสชาติและความหวานแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลข้อนี้ ผลผลิตที่ถูกคัดเลือก ด้วยตัวคุณแม่ และแจกจ่ายไป จึงเป็นที่ต้องตา (อุทาน!! ลูกใหญ่จังเลย) ต้องใจ (อุทาน !! หวานอร่อยดีจังเลย) เพื่อนๆ คุณแม่เป็นอย่างมาก

แต่!! ผลมะม่วงที่ได้ ใช่ว่า จะมีแต่สวยๆ และงามๆ ลูกใหญ่ๆ เสมอไป เพราะถ้า ลูกใหญ่ดี สวยทั้งต้น ผมก็คงได้อาชีพตอนกิ่งต้นไม้ที่บ้านขายเป็นแน่ หากแต่ว่า ลูกสวยๆ มีไว้แจก และลูก ถัดๆ รองลงไป ก็ต้องเก็บเอาไว้กินเอง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า ถ้าให้ลูกไม่สวยออกไป เค้าจะว่าได้ว่าให้ของไม่ดี (เท่าที่เคยสอบถามใครต่อใคร ค่อนข้างจะเป็นกฏตายตัวพอสมควร สำหรับผู้ที่ปลูกผลไม้ต่างๆ ไว้ในเขตรั้วบ้าน)

นี่จึงเป็นเหตุของ การมีความสุขกับการได้ให้ ผมสังเกตุได้ทุกที เวลาที่คุณแม่ยื่นถุงมะม่วงให้เพื่อน แล้วเพื่อนบอกว่า “โอ้โห ลูกใหญ่จัง” คุณแม่ ก็จะบอกว่า “อืม มะม่วงที่บ้านน่ะ” พร้อมกับยิ้มหน้าบาน ทุกครั้งไป นี่แหละครับ ความสุขของการให้

ถ้าเก็บไว้ทั้งหมด ก็คงกินไม่หมด ต้องทิ้งแน่ แต่ถ้าแบ่งเผื่อแผ่แก่คนรอบข้าง เราก็จะได้ความสุขใจกลับมา ได้รอยยิ้มและคำขอบคุณ ส่วนที่เหลืออยู่ แม้จะไม่สวย ก็เพียงแค่ผิวที่เปื้อนไปบ้าง พอปอกเปลือกออกมา ข้างใน ก็ไม่ต่างกัน ยังคงความหวานหอม เหมือนๆ กัน เท่านี้เราก็มีความสุขกับการกิน ผลผลิต จากต้นมะม่วงในบ้าน ได้เหมือนกัน ความสุข 2 เด้งเลย ความสุขของการให้ และความสุขของการกิน