เช้าวันนี้เป็นเหมือนกับวันที่ผ่านๆมา ผมยังคงตื่นเช้า โดยสารรถประจำทางไปทำงานตามปกติ แต่วันนี้มีความแตกต่างเล็กน้อยจากทุกๆวัน เพราะปกติในรถโดยสารมักจะเงียบๆ ต่างคนต่างก็ไม่รู้จักกัน มีเพียงไม่กี่คนที่จะพูดคุยกัน คนส่วนใหญ่บนรถประจำทาง ถ้าไม่นั่งหลับก็จะก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือของตนเอง โดยไม่ใส่ใจกับสิ่งรอบข้างเลย ซึ่งบรรยากาศแบบนี้เราเห็นกันได้จนชินตาในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพนี้

แต่วันนี้มีบางเสียงปรากฏขึ้น เสียงเหมือน กรี๊ดวี๊ดว๊าย จนหลายคนภายในรถหันไปตามทิศทางของเสียงนั้นด้วยความสงสัย ซึ่งก็รวมถึงผมด้วย ซึ่งเสียงนั้น หยุดบ้าง ดังบ้างสลับๆกันไป แต่ภาพที่เห็นคือ เด็กผู้หญิง นั่งอยู่กับแม่บนเก้าอี้โดยสารคู่หนึ่ง อยู่เลยไปทางขวามือด้านหน้าผมหลายแถว มองแล้วมองอีกหลายครั้ง และแปลกใจว่าทำไมคุณไม่ทำอะไรเลย มีเพียงเสียงห้ามปรามเพียงเบาๆ และดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทำให้เด็ดสาวคนนั้นแผดเสียงร้องได้

ผ่านไปไม่นานหลังจากเสียงนั้นเกิดขึ้น ก็ถึงป้ายรถประจำทางที่คุณแม่ท่านนั้นจะก้าวลงไปพร้อมกับเด็กผู้หญิงคนนั้น ผมจึงได้มีโอกาสได้เห็นภาพของเด็กหญิงที่ส่งเสียงดังเมื่อสักครู่ เด็กคนนั้นอยู่ในสภาพที่ผมคิดว่าไม่ค่อยจะปกติเหมือนคนทั่วไปนัก จากท่าทางการเดิน จึงอดไม่ได้ที่จะบ่นตัวเอง บ่นความคิดของตนเองที่เกิดไปรำคาญ และหงุดหงิดกับเสียงนั้น แม้จะไม่ได้ส่งเสียงดังออกไปก็ตาม

ชีวิตเราหลายๆครั้ง ก็เป็นแบบนี้ เรามักจะตัดสินอะไรใครๆ แม้ว่าจะมองเห็นเขาเพียงด้านเดียวก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราสามารถมองเห็นได้รอบด้านมากขึ้น จึงจะได้รับรู้ความจริงว่าเราได้ตัดสินใจ และทำอะไรลงไปด้วยความรู้สึกเพียงด้านเดียวและไม่รอบครอบ แต่สิ่งที่เราทำลงไปอาจจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกเลย ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดที่จะตัดสินใครๆ จากภาพที่เราเห็น เพราะนั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่เราได้รับรู้จากสายตาของเราเลย