วันแม่ พาแม่เที่ยว มหาชัย-ท่าฉลอม

วันแม่ในปี 2010 นี้ เป็นปีแรก ที่ครอบครัวเราฉลองวันแม่ เที่ยวกันในวันแม่ โดยที่พ่อไม่ได้ไปด้วยกันกับพวกเรา พ่อจากพวกเราไปแล้ว แต่ก็คงจะกำลังมองพวกเราจากเบื้องบนลงมาแน่ๆ พวกเราเชื่อแบบนั้น

ออกเดินทางโดยรถไฟฟ้า

ออกเดินทางโดยรถไฟฟ้า

วันแม่ปีนี้ ตกลงกันว่า จะเดินทางไปมหาชัยกัน ด้วยความที่ว่าตอนเด็กๆ นั้น พ่อกับแม่ เคยพาปู่ ไปกินอาหารทะเล กันที่มหาชัย แม่ก็เลย อยากไปมหาชัยดู แต่ไปด้วยรถไฟ เหมือนสมัยพวกเราเด็กๆ ในเมื่อแม่ต้องการแบบนั้น เราก็ทำแบบนั้น เริ่มต้นการเดินทางในช่วงเช้า โดยขับรถออกจากบ้านไปจอดยังสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต การเดินทางวันนี้ค่อนข้างจะรวดเร็วมาก เนื่องจากว่า เป็นวันหยุดยาวของใครหลายคน และใครหลายคน คงจะเดินทางออกต่างจังหวัดกันไปแล้ว ทำให้วันนี้รถไม่เยอะ เดินทางสะดวกดี เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้วก็คอยภาวนา ขอให้วันนี้เป็นวันใสๆ ด้วยแล้วกัน จะได้ไม่ลำบากนักเรื่องการเดินทาง ในช่วงต่อๆ ไป และเนื่องจากวันนี้เป็นวันแม่ รถไฟฟ้า BTS ให้บริการฟรีสำหรับแม่ เมื่อไปถึงสถานีก็เข้าไปติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับตั๋วเดินทางสำหรับแม่ เมื่อได้ตั๋วกันครบแล้วก็เริ่มต้นออกเดินทางกันได้แล้ว

สถานีต่อไป วงเวียนใหญ่

สถานีต่อไป วงเวียนใหญ่

จากต้นทาง รถไฟฟ้าสถานีหมอชิต เป้าหมายปลายทางคือ สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ แน่นอน พวกเราต้องลงต่อรถไฟฟ้ากันอีกรอบที่สถานีสยาม วันนี้คนดูบางตาอีกเช่นกัน เมื่อถึงปลายทางสถานีวงเวียนใหญ่ รถไฟฟ้าขบวนที่เรานั่งมาดูโล่งมากทีเดียว สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ แม้ชื่อสถานีจะบอกแบบนั้น แต่อยู่ห่างจากตัววงเวียนใหญ่มากทีเดียว ดังนั้น หลังจากลงสถานีกันมาแล้ว เพื่อไม่ให้แม่ เหนื่อยเกินไป สำหรับการเที่ยวในวันนี้ เราก็เลือกที่จะไปต่อโดยรถแท็กซี่ ไปยังสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ซึ่งผมเอง ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าตาของสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่เหมือนกัน แม้จะขับรถผ่าน และวนรอบวงเวียนใหญ่อยู่บ่อยครั้ง ก็ไม่เคยเห็นรางรถไฟ ยังคิดอยู่ว่า สถานีรถไฟจะมาอยู่แถวนี้ได้อย่างไรกัน วันนี้ก็ได้ถึงบางอ้อ

ตั๋วโดยสารรถไฟ ขาไป

ตั๋วโดยสารรถไฟ ขาไป

 
น้ำเต้าหู้เย็น น้ำเต้าหู้ร้อน

น้ำเต้าหู้เย็น น้ำเต้าหู้ร้อน

จากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางช่วงต่อไป เราไปถึงในเวลาที่รถไฟยังไม่เข้าเทียบชานชลา ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 20 นาที สำหรับการเดินทางในขบวนต่อไป เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่จำหน่ายตั๋ว ระหว่างที่รอ เราก็เดินตามหาของกินบริเวณรอบๆ ชานชลาก่อน เลยได้น้ำเต้าหู้ เย็นๆ มาสองถุง อร่อยดีทีเดียว พอย้อนกลับขึ้นมาถึงช่องจำหน่ายตั๋ว เจ้าหน้าที่ก็เปิดให้บริการแล้ว ไม่รอช้า เราเดินตรงดิ่งเข้าไปสอบถามราคา เจ้าหน้าที่ถามว่า กี่คนครับ ตอบจำนวนคนไป เจ้าหน้าที่ก็ฉีกตั๋วให้ อย่างรวดเร็ว สอบถามราคาค่าใช้จ่าย เจ้าหน้าที่จึงได้ชี้แจงให้ทราบว่า การเดินทางนั้น ฟรี ครับ อ้าวว เพิ่งจะรู้ ดังนั้น การเดินทางในวันนี้ค่าใช้จ่ายจึงถูกลงโดยไม่ได้คาดคิด

หลังจากรถไฟเข้าเทียบชานชลา ทำให้ได้รู้ว่า รถไฟสายนี้ มีจำนวนผู้ใช้บริการมากขนาดไหน เพราะโหนกันมาเสียแน่นขบวนเลยทีเดียว แล้วในการเดินทางของเรา แต่ละโบกี้จะแน่นขนาดนี้ไหมนะ คิดในอยู่ในใจไม่ทันไร ก็ถึงเวลาที่เราจะก้าวขึ้นรถไฟกันแล้ว นี่เป็นอีกครั้งในรอบสองปีเห็นจะได้ ที่ได้ขึ้นรถไฟอีกครั้ง บรรยากาศที่ได้ สภาพรถไฟที่เห็น ยังคงเหมือนเช่นเดิมๆ ที่ผ่านมา ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยได้สัมผัสมาแม้แต่น้อย

บรรยากาศบนรถไฟ

บรรยากาศบนรถไฟ

 
สีสันกับท้องทุ่ง

สีสันกับท้องทุ่ง

หลังจากที่ขบวนรถไฟเริ่มออกเดินทาง สิ่งที่ได้เห็น คือชีวิตของผู้คน สองข้างเส้นทางที่รถไฟแล่นผ่าน สถานีแล้วสถานีเล่า ผู้คนก็ผัดเปลี่ยนหน้าตากันไป บ้างก็ขึ้น บ้างก็ลง แต่รถไฟก็ยังแล่นไปเรื่อยๆ เร่งบ้าง ผ่อนบ้าง ตามจังหวะเวลา แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางช่วงนี้ เสียงพูดคุยกันบนรถไฟ ก็ไม่เบานัก หลายๆ คน ไม่ได้มาคนเดียว สองคนบ้าง สามคนบ้าง หรือไม่ ก็มากันเป็นกลุ่ม ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างพูด ก็เลยทำให้เสียง พูดคุย กลบเสียงเครื่องยนต์ของหัวรถจักรลงได้บ้าง หลังจากเดินทางได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ได้มองเห็นป้ายสถานีมหาชัย ไม่ใกล้ไม่ไกล ไม่โดดเด่น แต่ก็มองเห็น และอ่านออกได้พอสมควร กลิ่นของทะเล เริ่มโชยมาให้ได้กลิ่นกันเป็นระยะๆ รถไฟเข้าเทียบชานชลา ผู้คนต่างเริ่มทยอยเดินลงรถไฟกันแล้ว แต่พวกเรากำลังรอจังหวะลงทีหลังคนอื่น เพื่อไม่ต้องเบียดเสียดกันอยู่บริเวณประตูทางลง

ไปท่าเรือเพื่อข้ามฟาก

ไปท่าเรือเพื่อข้ามฟาก

การเดินทางในมหาชัย เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เราเดินผ่านตลาด ผู้คนมากหน้าหลายตา เดินสวนทางกันไปมา แม่ค้าส่งเสียงเรียกซื้อ ลูกค้าส่งเสียงต่อรองราคา บรรยากาศแบบนี้ หาไม่ได้ในห้างสรรพสินค้าในเมืองที่เราคุ้นเคยเราเดินทะลุไปยังท่าเรือเพื่อข้ามฝาก ไปสู่ฝั่งท่าฉลอม แม่อยากจะข้ามไปฝั่งนั้น เพื่อดูว่ามีอะไรให้เดินเล่น เดินเที่ยวบ้าง บนเรือข้ามฝากนั้น มีทั้งผู้โดยสารและมอเตอร์ไซค์โดยสาร ผู้คนล้วนแล้วแต่พึ่งพาอาศัยกันเป็นอย่างดี มอเตอร์ไซด์ เมื่อวิ่งเข้าสู่ตัวเรือแล้ว ก็จะรีบบิดกุญแจดับเครื่องทันที เพื่อไม่เป็นการรบกวน และสร้างมลภาวะ ให้กับผู้โดยสารคนอื่นๆ เมื่อข้ามฝั่งมาถึงท่าฉลอมแล้ว แม่ก็เริ่มจะบ่นว่าหิว สอบถามคนแถวนั้น ด้วยว่า แม่อยากกินก๋วยเตี๋ยวทะเล ในความคิดก็จะเป็นก๋วยเตี๋ยวซึ่งใส่กุ้งใส่ปู ดูน่ากิน คนแถวนั้นก็ได้แนะนำว่า จากปากทางออกของท่าเรือ ให้เดินเลี้ยวซ้ายไปสักพัก ไม่ไกลหรอก ก็จะเจอร้านก๋วยเตี๋ยว ใบตอง อร่อยๆ เค้าบอกไว้แบบนั้น

หลังจากเริ่มเดินกันไปได้สักพัก (ใหญ่ๆ) ก็ได้เจอ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่เค้าบอกไว้ เป็นร้านไม้ ดูเก่า และขลังดี เป็นบ้านเก่าๆ น่าจะถึงขั้นโบราณของแถวๆ นี้ เนื่องจากอยู่ต่ำกว่าพื้นถนนมาก ในขณะที่หลายๆ บ้านแถวนี้ เป็นบ้านปลูกใหม่ และบ้างก็ยกพื้นสูงกันหมดแล้ว เมื่อเข้าไปนั่งสอบถามดูว่ามีอะไรกินบ้าง ถามไปถามมา ก็ต้องผิดหวัง เพราะหมดไปซะหลายอย่างแล้ว ทั้งๆ ที่เวลาขณะนั้น เกือบๆ เที่ยงเท่านั้นเอง เลยอดได้ลองชิมของอร่อยๆ ไปซะหลายอย่าง พอสอบถามเพิ่มเติมว่าเปิดร้านกันตั้งแต่กี่โมง ก็ได้ถึงบางอ้อ ว่า ทำไมหมดเร็ว เพราะว่าร้านนี้เปิดให้บริการกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า เจ้าของร้าน พูดคุยด้วยความเป็นอันเอง อัธยาศัยดีมากทีเดียว

ขณะที่นั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวนั้น เห็นรถนำเที่ยว ที่แล่นด้วยไฟฟ้า วิ่งผ่านหน้าร้านไป สอบถามกับเจ้าของร้านได้ความว่า เป็นรถนำเที่ยว ที่วิ่งออกจากวัดช่องลม และวิ่งวนแถวนี้เป็นรอบๆ ก็เลยอยากเที่ยวแบบนั้นบ้าง ถามต่อว่าไปทางไหน เจ้าของร้านชี้ทางให้เสร็จ ก็ถามกลับมาว่า เอารถจอดไว้ไหนกัน ก็ตอบไปว่า เดินมากันด้วยรถไฟ และข้ามเรือมา ไม่ได้ขับรถมา เค้าก็เลยว่า วัดช่องลมต้องไปต่ออีกทางขวามือของร้าน จนสุดถนน แต่ถ้าจะเดินไปน่ะ ไม่ไหวแน่ๆ ก็เลยคิดว่าจะจบการเดินทาง และย้อนกลับไปทางเก่า แต่หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จกันเรียบร้อยแล้ว ระหว่างที่รีๆรอๆ จะไปต่อ หรือจะย้อนกลับดี เจ้าของร้านก็เสนอความเห็นขึ้นมาอีกว่า ไปต่อไปวัดช่องลมไหม ไปโดยรถสามล้อ เดี๋ยวเค้าให้น้องชาย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามให้จากท่าเรือ เราก็เลยตกลงเอาตามนั้นก็ได้ เจ้าของร้านใจดี และน่าประทับใจดีเหลือเกิน ชวนกันพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่รถสามล้อ พอน้องชายเค้าก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงหน้าร้าน พี่สาวถามน้องชายเค้าว่า ไหนล่ะ สามล้อที่ตามมา คำตอบแบบติดตลกจากน้องชายก็มาในทันที สามล้อนะพี่ ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ ทั้งพวกเรา ทั้งเจ้าของร้าน ก็หัวเราะกันไปทั้งร้าน พอเหลือบตาไปมองทางถนน ก็เห็นรถสามล้อ สามคันวิ่งเข้ามาถึงหน้าร้าน ก็ได้บอกขอบอกขอบใจเจ้าของร้านผู้ใจดี ก่อนจะออกเดินทางกันต่อไป ก่อนจะออกจากหน้าร้าน เจ้าของร้านพูดว่า ถ้ามาแถวนี้อีกก็อย่าลืมแวะมานะคะ แน่นอนครับ ผมไปแน่ อัธยาศัยดีๆ แบบนี้ ต้องแวะกลับไปชิมจริงๆ ที่แน่ๆ ไปคราวหน้า ต้องไปลองชิมรายการที่พลาดในวันนี้ให้ได้

ก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆมาแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆมาแล้ว

เดินทางด้วยรถสามล้อ

เดินทางด้วยรถสามล้อ

การเดินทางด้วยรถสามล้อ แบบนี้ไม่ได้ใช้บริการมานานมากแล้ว จักรยานสามคันที่เรานั่งกันนั้น ผู้ปั่นจักรยาน ก็อยู่ในรุ่นที่เราเกือบจะเรียกว่าพ่อได้เลยทีเดียว ก็ได้พูดคุยกับน้าๆ เหล่านั้น ได้ทราบว่า ปั่นจักรยานบ้าง ออกทะเลบ้าง สลับๆ กันไป น้าก็บ่นๆ ว่า ไม่ใช่หนุ่มๆ แล้ว ออกทะเลก็ไม่ค่อยจะไหวแล้ว ต้องคนหนุ่มๆ ออกทะเล ช่วงหลังๆ ก็เลยห่างๆ ไป ไม่ได้ออกไปบ่อยๆเหมือนเดิมแล้ว ปั่นไปน้าๆ ก็ชี้ ให้ดูบ้านข้างทางไปเรื่อยๆ บ้านเก่าบ้าง บ้านขายอาหารทะเลแห้งบ้าง ประปรายที่เราได้เจอจากสองข้างทาง ในระหว่างเดินทางไปยังวัดช่องลม เมื่อเราเดินทางไปถึงวัดช่องลมกันแล้ว ก็นัดแนะเวลากัน โดยให้สามล้อทั้งสามคัน รอเราอยู่ที่วัดเพืื่อจะเดินทางกลับไปยังท่าเรือข้ามฝากกันอีกรอบ น้าๆทั้งสาม ก็ขอตัววกรถกลับไปก่อน เนื่องจากมีลูกค้ารออยู่ ที่วัดจะไปยังท่าเรือ และจะกลับมารอรับอีกครั้งตามเวลานัดหมาย เราก็ตกลงกันตามนั้น และที่วัดช่องลมแห่งนี้ มีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่ที่ พระวิหารที่บรรจุศพของพระเทพสาครมุนี(หลวงปู่ แก้ว) ซึ่งมีนกนางแอ่นเข้ามาทำรังอยู่เป็นจำนวนมากมายจริงๆ โดยมีข้อมูลที่หาได้จาก google ถึงความเป็นมาดังนี้

ความเป็นมาของนกนางแอ่น ที่เข้ามาอาศัยพึ่งใบบุญอยู่ในพระวิหารที่บรรจุศพของพระเทพสาครมุนี(หลวงปู่ แก้ว) นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งตามธรรมชาติแล้วคงมีไม่มากนัก ที่นกชนิดนี้จะเข้ามาอยู่อาศัยปะปนอยู่กับมนุษย์ หรือสัตว์อื่น ในสถานที่ที่พลุกพล่านไปด้วยหมูชนมากมาย พร้อมด้วยกลิ่นธูป ควันเทียนที่ลอยคละคลุ้งอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่นกนางแอ่นเหล่านี้ สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ไม่หนีไปไหน กลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนแน่นพระวิหารไปหมด แรงจูงใจที่ทำให้นกเหล่านี้อาศัยอยู่ได้ อย่างแรกก็คือความปลอดภัยจากมนุษย์และสัตว์ อีกประการหนึ่งก็คือความเมตตาปราณีที่มีอยู่ในจิตใจของคนที่อยู่ในบริเวณ นั้น และพร้อมที่จะปกป้องคุ้มครองนกเหล่านี้ไว้ โดยไม่ให้ใครเข้ามารบกวนหรือทำร้ายมันนั้นเอง โดยเฉพาะนกนางแอ่นเหล่านี้ ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในสมัยที่พระเดชพระคุณพระเทพสาครมุนีหรือที่ชาวบ้านเรียก กันติดปากว่า (หลวงปู่แก้ว) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม และอดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครท่านยังมีชีวิตอยู่โดยเฉพาะหลวงปู่แก้ว ท่านเป็นพระที่มีจิตใจเปรียบไปด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่งเพียบพร้อมไปด้วยสีลา อาจาริยวัตร์ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีปฏิปาทาน่าเลื่อมใสศรัทธาต่อผู้ที่ได้พบเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้สร้างคุณงามความดีและคุณประโยชน์ ไว้ในวัดสุทธิวาตวรารามมากมาย จนเป็นที่เคารพรักและศรัทธาของประชาชนทั่วไป โดยไม่ลืมเลือนไปจากจิตใจของเขาเหล่านั้นเลยสิ่งเหล่านี้เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นกนางแอ่นเหล่านี้ เข้ามาอาศัยพี่งใบบุญและบารมีของหลวงปู่แก้วและที่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ก็เพราะนกนางแอ่นเหล่านี้ เข้ามาอาศัยอยู่ในพระอุโบสถครั้งแรก ตรงกับวันสำคัญ คือวันคล้ายวันเกิดของท่านพอดี จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ข้อมูลจากเว็บไซต์วัดช่องลม – ตาม link นี้ เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม http://www.chonglom.com/historyW-07.php

รังนกนางแอ่น เยอะมาก

รังนกนางแอ่น เยอะมาก

 
รูปปั้นนักบุญอันนา

รูปปั้นนักบุญอันนา

 
ถ้ำแม่พระ ในวัดนักบุญอันนา

ถ้ำแม่พระ ในวัดนักบุญอันนา

ที่วัดช่องลม หลังจากเข้าไปดูรังนกนางแอ่น และพักรับลมเย็นๆ ทีบริเวณศาลาท่าน้ำ ซึ่งมีลมเย็นๆ พัดมาตลอดเวลา สมกับชื่อวัดจริงๆ หลังพักผ่อนหายเหนื่อยเราก็เดินต่อไปยังวัดนักบุญอันนา ซึ่งอยู่ติดกับวัดช่องลมแห่งนี้ เพื่อไปขอพร จากท่านนักบุญ ก่อนจะเดินทางกลับมารอรถจักรยานสามล้อสามคันในเวลา และจุดนัดหมายเดิม ที่หน้าพระวิหารที่บรรจุศพของพระเทพสาครมุนี(หลวงปู่ แก้ว) วัดช่องลม รอไม่นาน ก็ได้เจอกับรถสามล้อ คันเดิมที่พร้อมจะพาเรากลับไปยังท่าเรือข้ามฝากแล้ว ขณะที่กลับ ก็ได้ผ่าน อุโบสถวัดแหลมสุวรรณาราม เป็นอุโบสถไม้ อายุร้อยกว่าปี และมีเจ้าแม่เต่ามะเฟือง 200 ปี อยู่ที่นี่ด้วย น้าๆ ผู้ถีบสามล้อใจดี ก็เลยแวะให้เราสักเล็กน้อย ก่อนออกเดินทางไปยังท่าฉลอมซึ่งอยู่ไม่ไกลแล้ว จากวัดแหลมสุวรรณารามแห่งนี้

ข้ามฟากกลับมายังฝั่งมหาชัยกันแล้ว ก็เดินเที่ยวตลาดกันสักหน่อย เพื่อจะหาของกลับบ้านในวันนี้ แม่เกิดติดใจปลาทู สวยๆ ตาใสๆ จะซื้อกลับบ้านไปทอดกินให้อร่อย

ข้ามฟากกลับไปยังมหาชัย

ข้ามฟากกลับไปยังมหาชัย

เดินผ่านไปสองเจ้า ไม่ให้เลือกปลาทู แม่ก็เลยไม่ซื้อ แม่มักจะซื้อของเมื่อยอมให้เลือกเท่านั้น แพงขึ้นอีกนิดแต่ขอให้ได้เลือก จึงมาลงเอย ที่เจ้าที่สามในวันนั้น ที่ยอมให้เลือก หลังจากบอกว่ายอมให้เลือก ก็มีคนจำนวนหลายคนเลย เดินตรงกันเข้ามาเพื่อจะซื้อกันบ้าง ต่างหยิบต่างฉวยกันสนุกเลยทีเดียว แม่ค้าก็เลยวุ่นวายกับการหันไปหันมา เพื่อนำปลามาให้เลือกเพิ่ม สลับกับการนำปลาไปชั่งกิโลก่อนแจ้งราคากับผู้ซื้อ ความวุ่นวายเกิดในพริบตาจริงๆ จากทีแรกที่ไม่ยอมให้เลือกปลาเหมือนกันกับเจ้าอื่นๆ ก็เลยกลายเป็นขายดีไปโดยปริยาย

ตั๋วรถไฟเที่ยวกลับวงเวียนใหญ่

ตั๋วรถไฟเที่ยวกลับวงเวียนใหญ่

 
กลับสู่สถานีวงเวียนใหญ่

กลับสู่สถานีวงเวียนใหญ่

เมื่อได้ของ ได้อาหารที่อยากได้เรียบร้อยแล้ว เราก็กลับไปยังสถานีรถไฟมหาชัย เพื่อเตรียมตัวกลับไปยังสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่อีกครั้ง แน่นอนว่า ตอนเดินทางมาฟรี ตอนเดินทางกลับก็ฟรีอีกเช่นกัน เมื่อรถเข้าเทียบชานชลา เราก็รีบขึ้นทันที ด้วยว่า เดินมาจนเมื่อยและเหนื่อยกันโดยถ้วนหน้า ขอขึ้นไปนั่งพักบนรถไฟ กับดื่มน้ำเย็นๆ ที่ซื้อมาก่อนขึ้นมาบนรถไฟ ก็ช่วยให้คลายความร้อน และเหนื่อยลงได้บ้างเหมือนกัน นั่งไปได้สักพัก รถไฟก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี แทบจะทันทีที่รถไฟจากวงเวียนใหญ่เข้ามาจอดที่ชานชลาฝั่งตรงข้าม บรรยากาศบนรถไฟ และสองข้างทาง ไม่ต่างอะไรจากตอนที่เรามา ยกเว้น ผู้โดยสาร ที่เปลี่ยนหน้าไป และเวลาที่ผ่านไป เท่านั้น

รถไฟแล่นเข้าเทียบชานชลาสถานีวงเวียนใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่เราออกเดินทางจากสถานีนี้ไป ก็เป็นเวลา 4 ชั่วโมงได้แล้ว เราก็กลับมายืนที่สถานีนี้อีกหน เตรียมเดินทางกลับบ้านกันโดยรถแท็กซี่ ไม่ขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว เนื่องจากปลาทูถุงโต และของสดอื่นๆ ที่เราหิ้วมา คงไม่สะดวกในการขึ้นรถไฟฟ้ากลับ เราจึงเดินทางโดยรถแท็กซี่เพื่อกลับไปยังสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ที่เราจอดรถไว้ก่อนเริ่มต้นการเดินทางในวันนี้ รถแท็กซี่ก็พาเราไปถึงจุดหมายด้วยเวลาที่ไม่นานเช่นกัน เพราะวันนี้เป็นวันหยุด รถค่อนข้างน้อยทีเดียว ทำให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็วมาก เรามาถึงที่จอดรถ ฝนฟ้าก็ทำท่าจะตกเสียแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกดี ที่ขณะเดินทาง ตะลอนตลอดวันที่ผ่านมา ไม่มีฝนตกให้รู้สึกลำบากในการเดินทาง แม้แต่น้อย

จากลานจอดรถ

นั่งแท็กซี่กลับ

นั่งแท็กซี่กลับ

 
กลับถึงลานจอดรถหมอชิต

กลับถึงลานจอดรถหมอชิต

เราก็ตรงกลับถึงบ้าน ต่างคนต่างก็เหนื่อยและอ่อนเพลีย ไปตามๆ กัน กับการเดินทาง ที่ไม่มีอะไรมากนัก แต่ก็สนุกไปอีกแบบ ได้พบอัธยาศัยและความประทับใจ จากผู้คนมากมาย จากร้านก๋วยเตี๋ยวใบตอง จากน้าทีบสามล้อ จากรถแท็กซี่ จากพนักงานการรถไฟ ซึ่งก็สร้างรอยยิ้มและความปรับทับใจให้แม่ ได้บ้างพอสมควร เพราะไปตามที่แม่อยากไป สะดวกบ้าง ไม่สะดวกบ้าง แต่แม่ อยากไปแบบนี้ ก็ต้องพยายามไม่ให้ลำบากจนเกินไปนัก ตามแต่จะทำได้ในแต่ละช่วงการเดินทาง

ทำงานไอที รักการถ่ายภาพ สนุกกับงานช่าง สนใจเกษตร และเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ 88foto.com , baan9chang.com , kruamoomoo.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>