ตำหนักเจ้าแม่กวนอิม โชคชัย4

ตำหนักเจ้าแม่กวนอิม

ตำหนักเจ้าแม่กวนอิม

หนึ่งทศวรรษตำหนักพระแม่กวนอิมมหาโพธิ์สัตว์อวโลกอเตศวร

ที่นี่จากเมื่อวานถึงวันนี้
- จากเขตที่รกชัฏกลายเป็นที่ที่ราบเรียบ
- จากฝุ่นผงปูนทรายกลายเป็นซีเมนต์ที่แข็งแกร่ง
- จากอิฐแต่ละก้อนกลายเป็นกำแพงที่มั่นคงมหึมา
- จากที่ว่างเปล่ากลายเป็นธรรมสถานอันศักดิ์สิทธิ์
ตำหนักพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (อวโลกิเตศวร) ซึ่ตั้งอยู่ ณ อาคารเลขที่ 4/37 ซอยสุขสันต์ 7 ถนนลาดพร้าว 53 (โชคชัย 4) อ.ลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 มีความเป็นมาโดยสังเขปดังนี้

เมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2526 หลังจากที่พระแม่วราภรณ์ เลิศรังษี ได้เดินทางกลับจากการไปแสวงบุญยังหน่ำไฮ้โพรวถ่อชัว ประเทศจีนแล้ว พระแม่กวนอิมได้เสด็จมารับสั่งว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างตำหนักพระแม่กวนอิมฯ ที่ถาวรแห่งใหม่เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีผู้มีบุญหลั่งไหลมานมัสการเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นที่ตำหนักเดิม (ห้วยขวาง) จะมีเนื้อที่ไม่พียงพอที่จะรับสายธารศรัทธาได้ ด้วยเหตุนั้นคณะลูกศิษย์จึงตกลงที่จะทำตามคำบัญชา โดยมีลูกศิษย์หลายท่านเสนอที่จะบริจาคที่ดินให้แต่จนแล้วจนรอดเจ้าชายอั้งไฮ้ยี้โพธิสัตว์ (พระสุธนโพธิสัตว์) ก็มีรับสั่งว่ายังไม่ใช่สถานที่เหมาะสม

จนในที่สุดพระองค์ได้มีรับสั่งให้สร้างตำหนักในที่ดินของพระแม่วราภรณ์ เลิศรังษี ซึ่งอยู่แถวลาดพร้าว เพราะเป็นสถานที่ที่เหมาะสม ณ ที่แห่งนั้นมีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง เป็นที่สถิตของเจ้าพ่อมังกรเขียว (แซเล่งเอี่ยกง) ซึ่งเป็นรุกขเทวดาเฝ้าสถานที่แห่งนี้มาเป็นเวลาแสนนาน เพื่อรอคอยการเสด็จมาของพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (อวโลกิเตศวร) เพื่อจะมาสร้างตำหนักพระแม่กวนอิม และพระมหาเจดีย์เพื่อเป็นพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นประทีปแก้วส่องทางนำมวลชนทั้งหลายสู่ฟากฝั่งพระนิพพาน
ก่อนที่จะสร้างตำหนักฯ นั้น ชาวบ้านแถวนี้ต่างร่ำลือกันไปต่าง ๆ นานาบ้างว่าในยามค่ำคืนดึกดื่น อาจจะเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่ใต้ต้นไทร หรือ บางคนก็เห็นเป็นเทวดาแต่งตัวด้วยอาภรณ์อันวิจิตรงดงามบ้าง และที่แปลกก็คือเมื่อมีผู้มาครอบครองเป็นเจ้าของที่ผืนนี้แล้วก็ครอบครองอยู่ได้ไม่นานต้องมีอันขายทอดต่อมาหลายครั้งหลายครา จนในที่สุดก็มาตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ของพระแม่วราภรณ์ เลิศรักษี เป็นเวลาร่วม 10 ปีมาแล้ว

เมื่อครั้งตำหนักฯ สร้างเสร็จและได้ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่นั้น เจ้าชายอั้งไฮ้ยี้ฯ ทรงเล่าให้ฟังว่า เจ้าพ่อมังกรเขียวชอบนุ่งขาวห่มขาว เพราะขณะนี้ท่านกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวดอยู่ เจ้าชายฯเคยถามเจ้าพ่อฯ ว่า “ต้องการหรืออยากได้ของเช่นไหว้อะไรไหม” เต้าพ่อฯ ท่านได้ตอบว่า “อยากได้แต่กลดเอาไว้นั่งปฏิบัติธรรมเท่านั้น อย่างอื่นล้วนไม่ต้องการ” ทุกวันนี้ลูกศิษย์ต่างมาถวายผ้าแพร 3 สีให้แด่ท่าน เพราะท่านช่วยให้สมหวังดังที่ตั้งใจไว้ ปัญหาที่นำความยุ่งยากใจเป็นอย่างยิ่งมาสู่พวกลูกศิษย์ในขณะนั้นก็คือจะหาเงินที่ไหนมาเป็นค่าก่อสร้างตำหนักฯ เพราะคงจะเป็นค่าก่อสร้างจำนวนมหาศาล แต่เป็นด้วยปาฏิหาริย์และฟ้าดินบันดาล จึงทำให้เจ้าชายอั้งไฮ้ยี้ฯ มีรับสั่งว่า ให้ลงมือสร้างได้เลยพระองค์จะเป็นเจ้าภาพดำเนินการเอง และเป็นเรื่องง่าย ๆ ยิ่งเสียกว่าการดื่มกาแฟถ้วยหนึ่งเสียอีกดังนั้นลูกศิษย์จึงตกลงใจแน่วแน่ว่าให้ลงมือก่อสร้าง

ในคืนนั้นเองพระแม่วราภรณืได้จุดธูปเทียนแจ้งแก่พระแม่กวนอิมฯ ว่าพวกลูกศิษย์จะก่อสร้างตำหนักฯ ตามคำบัญชาของพระองค์ท่าน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ขณะนั้นเองก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยที่เจ้าปู่มังกรมหาสมุทร (ไฮเล่งอ่วงกง) ได้เสด็จลงมาร่วมอนุโมทนา โดยท่านยังบอกด้วยว่าท่านมีของวิเศษและทรัพย์สมบัติมากมาย จะมอบให้พวกลูกศิษย์และจะยกวังของท่านให้ เพราะที่ตั้งตำหนักฯ แท้จริงเป็นหัวมังกร เคยเป็นวังเก่าของท่านขอให้พวกลูกศิษย์ทุกคนจงปฏิบัติธรรมต่อไป อย่าได้ลังเลสงสัยใด ๆ เลยถ้าใครทำดีท่านจะให้ลูกหลานท่านเอาสมบัติไปให้ถึงบ้านเลย ลูกศิษย์ต่างดีใจแล้วบอกท่านว่าจะปั้นรูปเหมือนถวายท่าน แล้วลูกศิษย์ต่างก็ปรึกษากันว่า เอ๊ะ! เจ้าปู่มังกรองค์จริงหน้าตาเป็นยังไงกันนี่ ลูกศิษย์ต่างก็ปรึกษากันบางคนก็ว่าจะสร้างแบบนี้บางคนก็บอกว่าจะสร้างแบบนั้น เจ้าปู่มังกรท่านประทับรับสั่งว่าไม่ต้องยุ่งยากเลยแล้วรูปเหมือนท่านจะมาเอง 1 ปีให้หลังก็มีลูกศิษย์คนหนึ่งได้โทรศัพท์มาบอกกับพระแม่วราภรณ์ เลิศรังษีว่า มีญาติของเขาคนหนึ่ง เป็นเจ้าของร้านขายของเก่า ได้ไปเที่ยวไต้หวันเห็นเทพเจ้า 3 องค์ ทำด้วยไม้เก่าแก่มาก อยู่ในโรงเจแห่งหนึ่งซึ่งกำลังรื้อสร้างใหม่เขาจึงได้ขอซื้อกลับมาเมืองไทยเพื่อขายต่อเพราะคิดว่าคงจะได้ราคาดี แต่กาลกลับเป็นว่าต้องผิดหวัง เพราะหลาย ๆ คนมาดูแล้วก็ไม่สนใจ เก็บไว้ที่ร้านตั้งนานก็ไม่มีใครมาซื้อ ดังนั้นเจ้าของร้านจึงได้คิดว่าจะทำบุญถวายโรงเจหรือวัดที่ต้องการดีกว่า ก็ได้มีโรงเจ แห่งหนึ่งทราบข่าวแล้วสนใจบอกว่าจะเอาแต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมาเอาสักที จนกระทั่งลูกศิษย์คนนี้ทราบเรื่องจึงได้โทรศัพท์มาถามพระแม่วราภรณ์วา “มีเทพเจ้าอยู่ 3 องค์ ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าอะไรจะเอาไหม” พระแม่วราภรณ์ ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรให้เอามา ลูกศิษย์คนนี้จึงเอารถไปรับระหว่างยกขึ้นรถโรงเจก็เอารถมารับเหมือนกัน เจ้าของจึงบอกทางโรงเจว่า “บอกตั้งนานไม่เห็นมาเอา ตกลงจะถวายตำหนัก” พอมาถึงตำหนักพระแม่วราภรณ์ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเทพเจ้าอะไร ระหว่างคุยกันอยู่เจ้าปู่มังกรท่านก็เสด็จมาประทับบอกว่า นี่แหละองค์ท่านมาแล้วลูกศิษย์ที่ตำหนักจะรวยทุกคน พอพูดเสร็จลมฝนก็ตกลงมาอย่างกับอะไร เหมือนพายุไต้ฝุ่น ฟ้าร้องอย่างน่ากลัวทั้งที่ไม่ใช่หน้าฝน ฝนก็เทลงมาเทลงมา ฟ้าก็ร้องเอาร้องเอา แล้วเจ้าปู่มังกรก็ว่ายน้ำฝนเล่น ดีใจที่ได้มาร่วมสร้างบารมีร่วมกับพระแม่กวนอิมฯ ลูกศิษย์ต่างก็ขอพร แล้วก็จริงอย่างที่ท่านได้ว่าไว้ ลูกศิษย์รวยกันทุกคน

ในปีพุทธศักราช 2526 นี้เช่นกัน เจ้าพ่อคางคก (เอี๋ยงเอี้ยงไต้ซือ) ก็ได้เสด็จมาประทับพระแม่วราภรณ์เป็นครั้งแรกทรงรับสั่งว่า พระองค์ได้ทราบข่าวพระแม่กวนอิมฯ จะมาฟื้นฟูพุทธศาสนา มาสร้างบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่พระองค์จึงต้องการมาร่วมบุญด้วย โดยมีลูกแก้ววิเศษที่จะมอบให้ แล้วจะลงมาเกิดในโลกมนุษย์ช่วยอีกแรงหนึ่งพระแม่กวนอิมฯ ทรงตรัสว่า การที่เจ้าพ่อคางคกบำเพ็ญบารมีจนได้ลูกแก้ววิเศษ ถ้าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์สูง แต่ความเป็นใหญ่ก็ทำให้เราทำผิดได้ง่ายแล้วเราก็ต้องมาเกิดแล้วเกิดอีก อาจจะหลุดพ้นหรืออาจจะต่ำลงก็ไม่แน่ พระองค์จึงมีพระเมตตารับสั่งให้ไปอยู่กับพระองค์จะดีกว่า ไปอยู่บำเพ็ญกับพระองค์ ณ แดนสุขาวดี และได้ตั้งชื่อให้เจ้าพ่อคางคกใหม่ว่า “เอี๋ยงเอี้ยงตั่วนั้ง” ซึ่งแปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่มาจากแดนไกล” กับได้สั่งให้ลูกศิษย์สร้างองค์พระแม่กวนอิมประทับยืนบนหลังคางคกเพื่อเป็นอานิสงส์ในความดี ความเสียสละของ เอี๋ยงเอี้ยงตั่วนั้ง ที่ได้มอบลูกแก้วของวิเศษประจำตัว (ปอจู) ให้ทั้งที่ท่านเป็นคางคกกว่าจะบำเพ็ญจนได้ของวิเศษ ย่อมต้องลำบากยากเข็ญกว่าหลายเท่านัก ต้องใช้เวลานานแสนนานอดทนต่อความลำบากยากเข็ญกว่ามนุษย์หลายเท่านัก ต้องใช้เวลานานอดทนต่อความยากลำบาก แต่กระนั้นก็ยังตัดใจสิ่งที่รักและหวงแหนที่สุดให้ได้
พระแม่กวนอิมยังได้รับสั่งเพิ่มเติมอีกเป็นภาษาจีนว่า

“ฮวง อู่ อี่ ซัว ต่อ ฮวง ไป๊ อัว ซิง เหล่า นั้ง ปั่ว ซัว ก๊วย ไฮ้ ไล้” หมายความว่า “พระองค์ท่านได้ข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีน ยกภูเขาสมบัติมาที่ตำหนัก” พระองค์ท่านรับสั่งว่าจะมาโปรดลูกหลานที่เมืองไทย พระองค์ได้สอนให้ลูกศิษย์ทุกคนตั้งใจปฏิบัติธรรม ถ้าผู้ใดมีเงินออกเงิน ถ้าผู้ใดมีแรงออกแรง ช่วยกันสร้างตำหนักฯ ทำให้ลูกศิษย์ต่างมาสวดมนต์ขอพรและต่างก็สมหวัง เอางิ้วเอาหนังเอาลิเกและอีกมากมายมาแสดงให้พระองค์ท่านดู แต่พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า กากรที่เอาสิ่งเหล่านี้มาแสดงเป็นเดือน ๆ ให้พระองค์ท่านดูทุกวันทุกคืนสิ่งเหล่านี้พระองค์ไม่ต้องการแล้ว เอาเงินที่จ้างมาแสดงให้องค์ดูนี้มาทำบุญดีกว่า พระองค์จะได้นำเงินเหล่านี้มาสร้างศาสนสถานไว้ให้กับแผ่นดิน อานิสงส์ได้มากกว่า คนมากราบไหว้ทีเราก็ได้บุญทีชั่วลูกชั่วหลานนานแสนนาน

ทำงานไอที รักการถ่ายภาพ สนุกกับงานช่าง สนใจเกษตร และเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ 88foto.com , baan9chang.com , kruamoomoo.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>